วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

ความจริงของ Q.E. (ที่ต้องรู้)



ตลอดเวลากว่า 13 ปีที่ผมได้เรียนและทำงานในการเงินมา ผมได้พบเห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่แปลกประหลาดในตลาดทุน แต่ในจำนวนนั้นสิ่งที่เหลือเชื่อที่สุดคือสิ่งที่เราทุกคนรู้จักกันในชื่อ มาตรการ Q.E. ซึ่งย่อมาจาก Quantitative Easing ที่สหรัฐฯ เริ่มใช้เมื่อปี 2009 ก่อนจะตามมาด้วยญี่ปุ่นและคาดว่าจะเป็นยุโรปในปีหน้า ทุกครั้งที่มีการประกาศใช้นโยบาย Q.E. ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกก็จะตอบรับในทางบวก ดูได้จากตลาดหุ้นทั่วโลกที่วิ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่เริ่มมี Q.E. เมื่อปี 2009 นักวิเคราะห์และนักลงทุนส่วนใหญ่ล้วนชอบใจใน Q.E. บางส่วนก็ขอร้องให้สหรัฐฯ และประเทศต่างๆดำเนินนโยบายนี้ไปถึง Q.E. 99 เลยก็ได้

แต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้นหรือ? แท้จริงแล้ว Q.E. คืออะไรกันแน่?

ก่อนอื่นต้องขออธิบายความหมายของ Q.E. ให้เข้าใจตรงกันเสียก่อน ในเดือนมีนาคม 2009 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (หรือเรียกสั้นๆว่า FED) ต้องการผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้พ้นจากการถดถอยหลังเกิดวิกฤติการเงินในปี 2008 ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Hamburger Crisis จึงดำเนินการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และตราสารหนี้ที่ค้ำประกันด้วยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่สถาบันการเงินต่างๆถือครองอยู่ เมื่อ FED เอาเงินดอลลาร์มาแลกกับกระดาษที่สัญญาจะจ่ายดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นในอนาคต นั่นหมายถึง FED กำลังพิมพ์เงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ออกมาสู่ตลาดการเงิน และส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ทั้งระบบปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งก็ส่งผลให้ผู้ถือตราสารหนี้ทุกคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงินรวยขึ้นในภาพรวม เมื่อสถาบันการเงินมีความมั่นคงมากขึ้นจากสินทรัพย์ที่มีราคาสูงขึ้นก็จะเริ่มกล้าที่จะปล่อยสินเชื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในไปสู่มือคนที่ต้องการใช้เงินได้

ในอีกด้านหนึ่ง FED ก็ทำการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายควบคู่กันไปด้วย เพื่อกดดันให้สถาบันการเงินที่ถือครองตราสารหนี้และผู้ฝากเงินที่รับดอกเบี้ยอยู่นำเงินเหล่าออกมาใช้จ่ายหรือลงทุนให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลักดันให้เศรษฐกิจสหรัฐ พื้นตัวได้ FED ดำเนินนโยบายนี้ 3 ครั้ง Q.E.1 (2009) Q.E.2 (2010) และ Q.E.3(2012) รวมแล้ว FED ซื้อตราสารหนี้ (หรือพิมพ์เงินดอลลาร์) ไปทั้งสิ้น 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเวลา 6 ปี ผลจากดำเนินนโยบายนี้อย่างต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจสหรัฐก็ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งมาโดยตลอดและเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นๆที่ประสบปัญหาเหมือนๆกันอย่างญี่ปุ่นและยุโรปทำตามในช่วงต่อมา

วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยวิธีนี้ฟังดูง่ายแค่พิมพ์เงินออกมาเยอะๆเศรษฐกิจก็ฟื้นแล้ว เช่นนั้นแล้วทำไมประเทศต่างๆที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจถึงไม่ทำกันล่ะ ทำไมไทยถึงไม่ทำ Q.E. บ้างเพื่อผลักดันตัวเองออกจากวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 1997 ทำไมอาร์เจนติน่าถึงไม่ทำบ้างเพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1999 ทำไมรัสเซียถึงไม่ทำเมื่อเกิดวิกฤตการเงินในปี 1998 คำตอบนั้นง่ายแต่ฟังดูเหลือเชื่อมาก นั่นคือ “ทำไม่ได้”

ลองนึกย้อนไปสมัยที่เรามีวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 1997 ประเทศไทยอยู่ในสภาวะใกล้เคียงกับสหรัฐฯ สมัยวิกฤต Hamburger ประเทศไทยขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนมีภาระหนี้สินที่สูง มีการลงทุนและการใช้จ่ายเกินตัว ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อถือในความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศ จึงแห่ถอนเงินกู้ที่ปล่อยให้กับประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินสกุลเงิน USD ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พยายามเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทจนกระทั่งต้องยอมแพ้ลอยตัวค่าเงินในที่สุด ค่าเงินบาทปรับตัวขึ้นจากระดับที่ตรึงไว้ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์เป็น 50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงข้ามคืน บริษัทเอกชนและสถาบันการเงินย่อมไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ในสกุลเงิน USD ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเป็นเท่าตัวได้ตามสัญญาและประเทศไทยก็เข้าสู่สภาวะล้มละลายในที่สุด

ครั้งนั้นรัฐบาลไทยต้องบากหน้าไปขอกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งมีสปอนเซอร์ใหญ่คือสหรัฐฯนี่แหละ สิ่งที่ IMF บังคับให้เราทำเพื่อแลกกับเงินกู้ คือ รัดเข็มขัด ปิดสถาบันการเงินที่อ่อนแอ ขายสินทรัพย์ที่ราคาต่ำเพื่อชำระหนี้ต่างประเทศให้ครบ ผลก็คือเจ้าหนี้ต่างประเทศสบายแฮเพราะได้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนเป็นส่วนใหญ่ แต่เจ้าหนี้ไทยต้องตัดหนี้สูญลูกหนี้ ในประเทศ สถาบันการเงิน 56 แห่งต้องปิดกิจการ ธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ล้มหายตายจาก นักธุรกิจบางคนทำใจไม่ได้ ฆ่าตัวตายไปในระหว่างนั้นก็เยอะ สรุปฝรั่งไม่เจ็บเท่าไรแต่คนไทยลำบากหนัก

ลองนึกกลับกันว่าถ้าวันนั้น ธปท. เลือกจะพิมพ์เงินเหมือนที่ FED ทำบ้างเราจะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนั้นได้หรือไม่ คำตอบคือ “ไม่ได้” เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยพิมพ์ได้แต่เงินสกุลบาทเท่านั้น ยิ่งพิมพ์มากค่าเงินบาทก็ยิ่งอ่อน มูลหนี้ซึ่งอยู่ในรูปสกุลเงินต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นอยู่ดี และอาจจะทำให้เกิดเงินเฟ้อภายในประเทศซ้ำเติมภาคธุรกิจและการบริโภคที่ย่ำแย่อยู่แล้วเข้าไปอีก ธปท. คิดดีแล้วก็บอกรัฐบาลว่าไปขอกู้ IMF เถอะ ประเทศอื่นๆที่ปัญหาอย่างรัสเซีย เม็กซิโก หรืออาร์เจนตินาก็เป็นแบบเดียวกันหมด

แล้วทำไมสหรัฐฯสามารถทำได้ นั่นก็เพราะเงินสกุลดอลลาร์เป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในการซื้อขายระหว่างประเทศ รวมถึงถูกนำไปใช้เป็นเงินทุนสำรองของประเทศต่างๆทั่วโลก แม้ FED จะพิมพ์ออกมามากเท่าไรก็ไม่ได้ทำให้ความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์ลดลงเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกประเทศยังคงต้องใช้เงินสกุล USD สำหรับการค้าขายและใช้เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ดี สังเกตได้จากเมื่อเดือนมีนาคม 2552 ก่อนที่ FED จะดำเนินนโยบาย Q.E.1 ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (THB/USD) อยู่ที่ประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากจบ Q.E.3 THB/USD ก็ยังอยู่ที่ประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ USD อ่อนลงไปแค่ประมาณ 6% เท่านั้นเอง ทั้งๆที่ FED พิมพ์เงินออกมาเพิ่มขึ้นจาก 8 แสนล้าน USD มาเป็น 4.5 ล้านล้าน USD หรือเพิ่มขึ้น 462% หลังจากจบ Q.E.3 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557

เท่ากับว่าตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ดำเนินนโยบาย Q.E. คนอเมริกันรวยขึ้นเมื่อเทียบกับไทย 434% จากการพิมพ์เงินอย่างเดียว ทั้งๆที่ตัวเองก็ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายขาดดุลการค้ามาตลอด มีสถานะเป็นลูกหนี้รายใหญ่ของประเทศต่างๆทั่วโลก แถมยังสามารถจ่ายดอกเบี้ยน้อยลงไปเรื่อยๆอีกต่างหากเพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ออกประมูลใหม่ก็ต่ำลงไปเรื่อยๆ สรุปแล้วชาตินี้ประชาชนอเมริกันไม่ต้องทำมาค้าขายอะไรให้ได้กำไรก็ได้ แค่พิมพ์เงินไปเรื่อยๆ เป็นหนี้ใครก็พิมพ์เงินมาจ่ายคืนหนี้เก่าแล้วก็กู้ต่อ เพดานหนี้สาธารณะก็ขยับขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีคนสนใจจะวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐ ใครคิดจะลดความน่าเชื่อถือรัฐบาลสหรัฐจากระดับสูงสุดก็มักมีอันต้องเกษียณอายุงานก่อนวัยอันควรอย่างที่เห็นๆกันมาแล้ว

สำหรับผมแล้วการทำ Q.E. เป็นการ “ปล้น” ความมั่งคั่งของประชาชนทั่วโลกไปแบบกลางวันแสกๆ ต่อหน้าต่อตา แถมยังบอกให้รู้ล่วงหน้าอีกต่างหาก สิ่งที่สหรัฐฯทำในช่วงที่ผ่านมานี้ถือเป็นการฉีกตำราเศรษฐศาสตร์ทุกฉบับที่พวกเขาเขียนขึ้นมาให้เราเรียน และทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเขาสอนให้เราทำในเวลาเราเกิดวิกฤต บางทีผมก็คิดลึกๆอยู่ในใจว่าตำราพวกนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อหลอกให้ประเทศกำลังพัฒนาเอาไปเรียนเพื่อประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจหรือเปล่า

ความจริงข้อนี้เป็นเรื่องนี่น่าเจ็บปวดสำหรับประเทศอื่นๆในโลกที่ได้กำไรจากการค้าขายกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะยุโรป ญี่ปุ่น และจีน พวกเขาเข้าใจดีกว่าแม้ว่าเขาจะค้าขายได้กำไรจากสหรัฐฯ เท่าไรก็ตาม สุดท้ายกำไรที่ได้มาก็ต้องไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเก็บเงินสกุล USD เป็นเงินทุนสำรองอยู่ดี และไม่ว่าดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะต่ำเตี้ยไปจนเหลือ 0% หรือกระทั่งติดลบ พวกเขาก็จำเป็นที่ต้องซื้อมันอยู่ร่ำไป เสมือนกับว่าพวกเขาเป็นประเทศราชที่ต้องส่งบรรณาการให้สหรัฐฯได้ไปบริโภคใช้จ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อทุกๆปี

ในที่สุดแล้วประเทศต่างๆเหล่านี้ก็พยายามจะดำเนินนโยบายตอบโต้สหรัฐฯ เช่น ญี่ปุ่นเห็นสหรัฐฯ พิมพ์เงินได้ พวกเขาก็พิมพ์เงินบ้างแต่ที่ไม่เหมือนกันคือเมื่อพวกเขาพิมพ์เงินค่าเยนก็อ่อนฮวบจาก 80 เยนต่อ USD มาอยู่ที่ 120 เยนต่อ USD ในเดือนพฤศจิกายน 2557 อย่างไรก็ดีญี่ปุ่นมีข้อได้เปรียบที่ธุรกิจขนาดใหญ่ของพวกเขามีฐานการผลิตอยู่นอกประเทศ และเน้นการจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ เช่น บริษัทรถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เมื่อค่าเงินเยนอ่อนก็ทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนเหล่านั้นเมื่อแปลงกลับเป็นสกุลเงินเยนสูงขึ้นและขายสินค้าง่ายขึ้นเพราะราคาสินค้าของผลิตญี่ปุ่นถูกลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งทางการค้าอย่างเกาหลีใต้ได้ แปลง่ายๆว่าเยนยิ่งอ่อนบริษัทพวกเขายิ่งได้กำไร

นอกจากนี้การพิมพ์เงินเยนออกมายังจะช่วยทำให้ราคาสินค้า ราคาที่ดิน และราคาหุ้นของญี่ปุ่นที่ซบเซามาหลาย 10 ปีกระเตื้องขึ้น เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งที่เป็นชาติที่ไม่ค่อยยอมใช้เงินถึงแม้ดอกเบี้ยเงินฝากจะอยู่ 0% ก็ยังฝากกัน ถึงขนาดว่านายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะดำเนินนโยบายนี้จนได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษกู้เศรษฐกิจญี่ปุ่นในรอบ 30 ปี และมีแนวโน้มจะชนะการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2557 อย่างถล่มทลายครองความยิ่งใหญ่ในญี่ปุ่นไปได้อีกหลายปี คนญี่ปุ่นช่างสามารถหาวิธีตามน้ำ Q.E. ของสหรัฐได้อย่างสุดยอดสมกับเป็นพันธมิตรกับสหรัฐมากว่า 70 ปีนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ฝั่งยุโรปเองเห็นความสำเร็จของสหรัฐ และญี่ปุ่นในด้านการพิมพ์เงินก็อยากทำบ้างเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคืองของกลุ่มประเทศตัวเอง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถทำได้เพราะธนาคารกลางยุโรปประกอบไปด้วยตัวแทนจากหลายประเทศซึ่งมีความแตกต่างด้านเศรษฐกิจอย่างมาก การทำ Q.E. ของยุโรปอาจทำให้ค่าเงินสกุลยูโรอ่อนค่าลง และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศขนาดใหญ่ที่มีวินัยทางการเงินดีเช่น เยอรมัน ซึ่งก็เป็นประเทศที่คัดค้านการทำ Q.E. มาตลอด แต่สุดท้ายแล้วธนาคารกลางยุโรปก็มีแนวโน้มที่จะทำ Q.E. ในปี 2558 เพียงต่อรอให้เงื่อนเวลา และข้อมูลต่างๆสนับสนุนการดำเนินนโยบายนี้มากขึ้นเท่านั้น

คนที่อยู่ในสถานะทีลำบากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นจีน แม้ว่าจีนจะมีเงินทุนสำรองจำนวนมหาศาลและจริงๆแล้วจีนก็สามารถจะพิมพ์เงินออกมาได้โดยไม่กระทบกับความน่าเชื่อถือของค่าเงินหยวนมากนัก แต่การทำเช่นนั้นอาจทำให้สภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาคธนาคารของจีนกลับมาเป็นปัญหาอีกครั้งหลังจากธนาคารกลางของจีนดำเนินนโยบายควบคุมฟองสบู่มานานหลายปี จีนจึงลังเลที่เดินตามประเทศมหาอำนาจทำ Q.E. อย่างเปิดเผย พวกเขาเลือกที่จะหาแนวร่วมในการต่อต้านการครองโลกทางเศรษฐกิจของสหรัฐด้วยการร่วมมือกับรัสเซีย และประเทศคู่ค้าของพวกเขาในการปฏิเสธการใช้เงินสกุล USD เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า และเรียกร้องให้ประเทศต่างๆในโลกสำรองเงินทุนในรูปสกุลเงินหรือสินทรัพย์อื่นๆ บ้างรวมถึง เงินสกุลหยวนและทองคำ เพื่อลดอิทธิพลของเงินสกุล USD ในตลาดการเงินโลก พร้อมกันนี้พวกเขาก็พยายามเปิดเสรีทางการเงินให้เงินสกุลหยวนมีอิสระมากขึ้นเพื่อให้เงินสกุลหยวนเป็นสกุลเงินที่ถูกใช้อ้างอิงกว้างขวางขึ้นในอนาคต ดังเห็นได้จากการเปิด Trade link ระหว่างตลาดหุ้นจีนที่เซี่ยงไฮ้และตลาดหุ้นจีนในฮ่องกงให้สามารถไปมาหาสู่กันได้มากขึ้น ในอนาคตจีนเองก็คงจะอยากเป็นอย่างสหรัฐที่สามารถกำหนดความเป็นไปของเศรษฐกิจโลกได้ด้วยตัวเองบ้าง เมื่อพวกเขาพร้อมและมีอำนาจทางทหารมากพอ

ก็คงจะเหลือแต่ประเทศเล็กๆอย่างเราๆนี่แหละที่ไม่สามารถจะทำอะไรได้ต้องปล่อยให้ทุกอย่างไปตามเกมของผู้มีอำนาจ เพราะถ้าหือขึ้นมาเดี๋ยวจะถูกประเทศมหาอำนาจกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านการทหาร เพราะอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าใครมีกำลังทหารมากกว่าสามารถกำหนดความเป็นไปของประเทศที่มีอำนาจทางทหารด้อยกว่าทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ถ้าไม่เชื่อลองไปถามอิรักดูก็ได้ และถ้าสังเกตดูดีๆจะเห็นว่าสัญลักษณ์ของประเทศสหรัฐที่เป็นรูปนกอินทรี ในอุ้งเท้าทั้งสองของอินทรีด้านหนึ่งจะกำช่อมะกอกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งของคนสหรัฐ และอีกด้านนึ่งจะกำธนูซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจทางทหาร นั่นหมายความว่าคนสหรัฐเขาเข้าใจความสัมพันธ์เรื่องอำนาจทหารและอำนาจทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ ปี 1782 แล้ว และพวกเขาก็ถือครองความเข้มแข็งในสองด้านนั้นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นม

ในฐานะที่ผมเองก็เป็นนักลงทุนคนหนึ่งซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าได้รับประโยชน์จากราคาสินทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์พอสมควรในช่วงที่ผ่านมา และถ้ายุโรปหรือจีนทำ Q.E. เพิ่มขึ้นผมก็คงจะได้ประโยชน์อีกนั่นแหละ แต่ก็อยากจะเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนใจผู้อ่านว่าเราในฐานะประเทศเล็กในตะวันออกไกลกำลังอยู่ในจุดใดของเกมชิงอำนาจของประเทศมหาอำนาจต่างๆ และไม่ถูกล่อลวงไปด้วยมายาของเกมการเงินซึ่งประเทศผู้เขียนหนังสือเรียนทางเศรษฐศาสตร์ให้พวกเรานั่งท่องเอาตำราเรียนเหล่านั้นมาปั่นหั่วหลอกกินความมั่งคั่งเราได้ตลอดไป

งานเขียนฉบับนี้เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนซึ่งอาศัยข้อสังเกตและประสบการณ์ส่วนตัวในตลาดทุนเท่านั้น ไม่มีงานวิจัยใดๆสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวของผู้เขียน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน อนึ่ง ผู้เขียนแสดงทัศนะในบทความนี้ในเชิงส่วนตัวไม่ได้แสดงความเห็นแทนบริษัท คณะบุคคล มูลนิธิหรือองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น

Written by
Indy Investor Forum
14 ธันวาคม 2557

คำท้าทายจากชายชื่อ Buffet


ในวัย 83 ปี ลุง Warren Buffet เองก็เริ่มมองถึงยุคสมัยของการลงทุนหลังจากเขาวางมือไปแล้วเช่นกัน แต่น่าแปลกที่เขากลับไม่พยายามสนับสนุนแนวทางการลงทุนที่เขาทำมาตลอดชีวิต กลับเลือกแนะนำแนวทางอื่นไปเสียนั่น

หลังจากที่ Warren Buffet ได้บริจาคหุ้น Berkshire Hathaway ให้กับองค์กรการกุศลไปแล้ว คำแนะนำที่ Buffet ให้กับผู้ดูแลผลประโยชน์ขององค์กรการกุศลนั้นเหลือเชื่อมาก คือให้ขายหุ้น Berkshire Hathaway ทั้งหมดเป็นเงินสด โดยแบ่ง 10% ไว้ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทีเหลือ 90% ให้เอาไปลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500 (ลุงแกแนะนำของ Vanguard) พร้อมกับแนะนำว่านักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบันทุกคนควรลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนต่างๆ (เช่น Commission, Advisory Fee ฯลฯ) ให้น้อยที่สุด รวมถึงมองข้ามความดึงดูดจากผลกำไรเล็กๆน้อยๆไป และนี่ถือเป็นคำแนะนำให้เขาให้กับทายาทของเขาในการบริหารเงินมรดกหลังจากที่เขาจากไปแล้วด้วย

ที่แปลกมากๆก็คือคำแนะนำนี้ไม่แม้แต่จะบอกให้เก็บหุ้น Berkshire Hathaway เอาไว้ต่อไป ทั้งๆที่ Berkshire ของลุง Buffet จะสร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ยสูงถึง 20% ต่อปี เมื่อเทียบกับ S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ว่ากันตามจริงแล้วคำแนะนำนี้ไม่น่าจะออกมาจากปากของนักลงทุนที่ชอบลงทุนในหุ้นไม่กี่ตัว ในไม่กี่ Sector และมีค่า Median ของการถือครองหุ้นที่ 1 ปี และเป็นต้นฉบับของ VI อีกครึ่งโลกซะด้วยซ้ำ

อาจเป็นไปได้ว่าลุงแกไม่เชื่อมือคนรุ่นหลังว่าจะบริหารการลงทุนได้ดีเหมือนกับที่แกเคยทำ หรืออาจเป็นเพราะลุงแกมองว่าการลงทุนหลังจากแกจากโลกไปมันจะผันผวนซับซ้อนเสียจนไม่มีใครสามารถหาผลตอบแทนที่ดีกว่า S&P 500 ได้เยอะๆอีก (แม้แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยของ Berkshire Hathaway เองก็ค่อยๆลดลงไปตามจำนวนปีที่ผ่านไปเช่นกัน)

สำหรับผมแล้วนี่เป็นเสมือนคำท้าทายของลุงบัฟเฟตถึงนักลงทุน รุ่นหลังทุกผู้นาม ไม่ว่าจะเป็น Active fund manager, Value Investor, Momentum Trader, Quantitatives Hedged Fund, Arbitrager ฯลฯ ให้ลงทุนแข่งกับ Index เพื่อพิสูจน์ให้แกเห็น (บนสวรรค์) ว่ายุคสมัยของการลงทุนแบบ Active มันไม่ได้จบไปพร้อมกับตัวแกหรอก คนรุ่นหลังๆที่มีฝืมือเทียบแกได้ก็ยังมีอยู่

มีใครจะลองรับคำท้าทายของลุงแกไหมนะ

"My advice to the trustee couldn't be more simple: Put 10% of the cash in short-term government bonds and 90% in a very low-cost S & P 500 index fund. (I suggest Vanguard's.) I believe the trust's long-term results from this policy will be superior to those attained by most investors — whether pension funds, institutions or individuals — who employ high-fee managers."

"Both individuals and institutions will constantly be urged to be active by those who profit from giving advice or effecting transactions. The resulting frictional costs can be huge and, for investors in aggregate, devoid of benefit. So ignore the chatter, keep your costs minimal, and invest in stocks as you would in a farm."

ที่มา http://www.marketwatch.com/story/warren-buffett-to-heirs-put-my-estate-in-index-funds-2014-03-13?pagenumber=1


งานเขียนฉบับนี้เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนซึ่งอาศัยข้อสังเกตและประสบการณ์ส่วนตัวในตลาดทุนเท่านั้น ไม่มีงานวิจัยใดๆสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวของผู้เขียน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน อนึ่ง ผู้เขียนแสดงทัศนะในบทความนี้ในเชิงส่วนตัวไม่ได้แสดงความเห็นแทนบริษัท คณะบุคคล มูลนิธิหรือองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น

Written by
Indy Investor Forum
15 มีนาคม 2557

Anti-Corruption



สืบเนื่องจากรัฐบาลจะบรรจุพ.ร.บ.ลงทุนมูลค่า 2 ล้านล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวันที่ 19 กันยายนที่จะถึงนี้ ดูเหมือนหลายคนจะมีความกังวลเรื่องการคอร์รัปชั่นอยู่พอสมควรทำให้เกิดกระแส การต่อต้านพ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งก็ควรกังวลอยู่เพราะปัจจุบันการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นของข้าราชการและ นักการเมืองถูกจำกัดและผูกขาดอยู่แค่หน่วยงานตรวจสอบ องค์กรอิสระ และระบบรัฐสภาเท่านั้น ซึ่งหน่วยงานตรวจสอบของรัฐก็มักขาดแรงจูงใจให้จับทุจริต องค์กรอิสระก็มักจะถูกตั้งข้อสงสัยว่าโดนแทรกแซง การตรวจสอบตามระบบรัฐสภาก็ไร้น้ำยา เพราะถึงจะจับทุจริตได้ พอโหวตในสภารัฐบาล (ไม่ว่าพรรคไหนก็ตามที่เป็น) ก็สามารถใช้เสียงข้างมากโหวตจากผิดให้กลายเป็นถูกได้เสียอีก ภาคประชาชนมีส่วนร่วมกับการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นน้อยมากถึงแทบจะไม่มีเลย

ด้วย ความที่ผมเป็นคนที่ชอบทุนนิยมแบบสุดขั้วจะลองหลักทุนนิยมเสรีแบบง่ายๆ มาประยุกต์เพื่อจะช่วยลดการคอร์รัปชั่นลงได้อย่างมีนัยสำคัญดู วิธีก็ไม่ยากแค่แก้กฎหมายเรื่องเดียวเท่านั้น คือ….

เปิด โอกาสให้ประชาชนทั่วไป หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยสามารถมาฟ้องร้องข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือนักการเมืองในข้อหาคอร์รัปชั่นได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านองค์กรอิสระ หรืออัยการ ทั้งนี้ให้ถือว่าประชาชนทุกคน และนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยเป็นผู้เสียหายจากการคอร์รัปชั่นเนื่อง จากเป็นผู้เสียภาษีให้รัฐ โดยหากคดีฟ้องร้องถึงที่สุดแล้วมีความผิดจริงตามคำฟ้องให้จ่ายส่วนแบ่ง 30% ของทรัพย์สินที่อายัดได้จากผู้กระทำผิดให้กับผู้ที่ฟ้องร้องเอาผิด และให้ส่วนแบ่งที่ได้รับนี้ได้รับการยกเว้นภาษีทั้งจำนวนเพราะถือว่าไปตาม เอาเงินที่โดนโกงไปกลับมาให้รัฐได้ วิธีนี้จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นมากขึ้น เพราะมันคุ้มที่จะทำ

ลองนึกดูเล่นๆว่า ถ้ามีกลุ่มข้าราชการและนักการเมืองซัก 10-20 คน ร่วมกันคอร์รัปชั่นโครงการมูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยยักยอกไปได้ 30% ของมูลค่าโครงการก็ 30,000 ล้านบาท พอถูกฟ้องร้องไหวตัวทันยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินออกไปได้เหลือตามอายัดได้จริง ซัก 20% ของทรัพย์สินที่โกงมาก็ยังตก 6,000 ล้านบาท รัฐแบ่งกับผู้ฟ้องร้องในสัดส่วน 70:30 แปลว่ารัฐได้ไป 4,200 ล้านบาท ผู้ฟ้องร้องได้ไป 1,800 ล้านบาท โอ้แม่เจ้า!!! 1,800 ล้านบาทเชียวนะ เอาไปเที่ยวรอบโลกจนเหนื่อยตายยังเหลือเป็นมรดกให้ลูกหลานได้เลย

ผม เชื่อว่าหากมีกฎหมายข้อนี้เกิดขึ้นจริง จะมีสำนักงานกฎหมายเอกชนนับร้อยนับพันจัดตั้งขึ้นมาเพื่อตามจับโกงข้าราชการ และนักการเมืองกันทั้งวันทั้งคืนแบบไม่ต้องไปทำคดีอื่น เพราะถ้าเกิดฟลุ๊คจับเมกะโกงได้ครั้งเดียวก็เตรียมติดอันดับมหาเศรษฐีหน้า ใหม่ได้เลย นักการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนโกงการเลือกตั้งเข้าไปเป็นรัฐบาลเพื่อเข้า ไปโกงกินให้เสี่ยงติดคุก อยู่เป็นฝ่ายค้านไล่จับโกงก็รวยได้เหมือนกัน ประสิทธิภาพการตรวจสอบก็จะสูงขึ้นแบบพุ่งกระฉูด เพราะจริงๆแล้วหลักฐานการโกงมันมีอยู่ทุกหนทุกแห่งนั่นแหละ เพียงแต่มันไม่มีแรงจูงใจมากพอให้ผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสียลุกขึ้นมาแฉเท่า นั้น ถ้ามีส่วนแบ่ง 30% มาจูงใจ บางที่ข้าราชการน้ำดีที่ปัจจุบันต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นการโกงหรือถูก บังคับให้กินตามน้ำก็อาจลุกขึ้นมาแฉเจ้านายก็ได้เพราะมันคุ้มที่จะแฉ ผู้รับเหมาก็ไม่จำเป็นต้องไปจ่ายใต้โต๊ะให้ข้าราชการและนักการเมือง เพราะแค่เอาเบาะแสการทุจริตการประมูลของคู่แข่งไปยื่นฟ้องก็อาจได้ส่วนแบ่ง 30% แบบไม่ต้องลงทุน พนักงานของบริษัทรับเหมาที่รู้เบาะแสการทุจริตก็อาจแอบเอาหลักฐานไปให้ทนาย ฟ้องร้องบริษัทนายจ้างได้เหมือนกัน ถึงจะโดนไล่ออกก็คุ้มเพราะถ้าชนะขึ้นมาก็อาจมีทุนก้อนใหญ่ไปตั้งบริษัทของ ตัวเอง การทุจริตก็จะทำยากขึ้นจากปัจจุบันที่ล๊อบบี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง องค์กรอิสระ หรือฝ่ายตรวจสอบแค่ไม่กี่คนก็ทำสำเร็จและเอาตัวรอดได้ กลายเป็นต้องไปล๊อบบี้ใครบ้างก็ไม่รู้ที่จ้องจะฟ้องเอาส่วนแบ่ง และถึงรู้ก็ล๊อบบี้ได้ไม่หมด เพราะมันมีอยู่เยอะแยะเกลื่อนกลาด

และ เพื่อเพิ่มความมันส์ในเกมส์จับผิดนี้ ก็ควรเพิ่มโทษสำหรับการคอร์รัปชั่นนอกจากแค่อายัดทรัพย์สินที่โกงมาได้ และติดคุกตามคดีอาญา การติดคุกมันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์กับใครอยู่แล้ว เพราะต่อให้ข้าราชการหรือนักการเมืองจะติดคุกซักกี่ปีก็ไม่ได้ช่วยให้รัฐ หรือประชาชนได้อะไร ไม่สู้เพิ่มโทษอายัดทรัพย์เป็นสองเท่าของทรัพย์สินที่ทุจริตมาได้ เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งให้รัฐ และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้จับผิดมากขึ้น คนที่จะทุจริตก็ต้องคิดให้ดีๆ เพราะนอกจากจะมีคนจ้องจับผิดมากขึ้นแล้ว ถ้าเกิดซวยโดนจับได้ขึ้นมาโดนยึดทรัพย์เป็นสองเท่า มรดกเก่าที่หามาได้โดยสุจริตก็จะพลอยหายไปด้วย

เมื่อการโกง มันยากขึ้น ต้นทุนการโกงสูงขึ้น ความเสี่ยงจากการโกงสูงขึ้น คนจับโกงมีจำนวนมากขึ้นโดยสมัครใจ และตั้งหน้าตั้งตาจับโกงกันเป็นอาชีพ คนคิดจะโกงก็จะเริ่มลังเล การคอร์รัปชั่นมันก็จะลดลงไปโดยปริยาย

แต่ ก็น่าเสียดาย (อีกเช่นเคย) ที่ผมไม่คิดว่าชาตินี้นักการเมืองไทยจะโหวตให้กฎหมายข้อนี้ผ่านรัฐสภาออกมา ได้ เพราะคงไม่มีใครอยากออกร่างกฎหมายที่เอื้อให้มีคนมาจับโกงตัวเองมากขึ้น ทุจริตยากขึ้น เสียทรัพย์มากขึ้น แนวคิดนี้ก็คงเป็นได้แค่เอามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันขำๆตาม Social Network ตลอดไปนั่นแหละ ....เฮ้อ...

งานเขียนฉบับนี้เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนซึ่งอาศัยข้อ สังเกตและประสบการณ์ส่วนตัวในตลาดทุนเท่านั้น ไม่มีงานวิจัยใดๆสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวของผู้เขียน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน อนึ่ง ผู้เขียนแสดงทัศนะในบทความนี้ในเชิงส่วนตัวไม่ได้แสดงความเห็นแทนบริษัท คณะบุคคล มูลนิธิหรือองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น

Written by
Indy Investor Forum
10 ตุลาคม 2556

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

ว่าด้วยเรื่องของภาษีคนโสด

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา New feed ของผมเต็มไปด้วยความเห็นเกี่ยวกับการเก็บภาษีคนโสด ที่มีนักวิชาการท่านหนึ่งนำเสนอขึ้นมาเพื่อปรับโครงสร้างของประชากร ในฐานะที่ผมเป็นนักลงทุนที่ไม่ค่อยเป็นวิชาการนัก ขอยืมความเห็นของแฟนเพจท่านหนึ่งที่วิจารณ์ใน New feed ของผมแบบแรงๆเลยว่า "ไร้สาระ" แนะนำให้ไปหาช่องทางการปรับโครงสร้างประชากรด้วยวิธีอื่นจะดีกว่า เช่น การขยายอายุเกษียณจากเดิมอายุ 60 เป็น 65 แต่เปิดช่องให้สามารถสมัครใจเกษียณ (Early retire) ได้ที่อายุ 60 เป็นต้น เด็กรุ่นใหม่ไม่ชอบเป็นลูกจ้างอยากเป็นกันแต่เถ้าแก่ เกิดมาเยอะๆอาจจะกลายเป็นยิ่งขาดแคลนแรงงานหนักเข้าไปอีกก็ได้ สุดท้ายก็ต้องจ้างแรงงานต่างชาติอยู่ดี

การใช้ภาษีมาเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายควรเป็นไปในลักษณะการให้ "คุณ" เพื่อจูงใจให้คนทำ ไม่ใช่ให้ "โทษ" กับคนที่ไม่อยากทำ ทุกวันนี้คนโสดก็เสียภาษีเต็มแบบไม่ได้ลดหย่อนอยู่แล้ว และคนโสดหลายๆคนทำงานจนดึกดื่นเพราะไม่มีภาระครอบครัว ซึ่งนับเป็นประโยชน์กับประเภทชาติมากกว่าคนมีครอบครัวแล้วบางคนแต่ง หน้า+เก็บของตั้งแต่ 4 โมง พอสี่โมงครึ่งยืนรอรูดบัตรหน้าประตูเพื่อกลับไปหาครอบครัว การใช้ภาษีเพื่อให้ "โทษ" ควรใช้กับสิ่งที่ไม่สนับสนุนให้ทำเท่านั้น

ถ้าหากรัฐบาลมีรายได้จากภาษีไม่มีเพียงพอจะเอาใช้นโยบายลดแหลก แจก แถม ผมแนะนำให้เก็บภาษีในรายการดังต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติมากกว่า ภาษีคนโสดหลายเท่า

1. ภาษีมรดก เป็นภาษีที่ผมว่าน่าเก็บมากที่สุด เพราะมรดกเป็นสิ่งที่ผู้รับได้มาแบบไม่ต้องใช้ความสามารถ หรือทำประโยชน์อะไรให้แก่สังคม แค่บังเอิญได้เกิดมาเป็นลูกหลานเศรษฐีแค่นั้น และอันที่จริงทายาทเศรษฐีบางคนก็เอามรดกเหล่านี้มากดขี่ข่มเหงคนหาเช้ากิน ค่ำเสียอีก ส่วนผู้ให้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้สมบัติเหล่านี้อีกแล้ว เพราะตายไปแล้วเอาอะไรไปด้วยไม่ได้ การเก็บภาษีมรดกนี้ควรเก็บเป็นลักษณะขั้นบันได เช่น มรดกส่วนที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทไม่คิดภาษี มรดกส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาทคิดภาษี 10% มรดกส่วนที่ไม่เกิน 100 ล้านบาทคิดภาษี 30% มรดกส่วนที่ไม่เกิน 1000 ล้านบาทคิดภาษี 50% มรดกส่วนที่เกินกว่า 1000 ล้านบาทจัดไปเลย 75% เพราะเกินกว่านี้เรียกว่าเหลือกินเหลือใช้แล้ว และควรให้มีการตรวจสอบการโอนทรัพย์สินก่อนเสียชีวิตด้วยเผื่อเศรษฐีหัวหมอ โอนทรัพย์ให้ลูกหลานก่อนตายเพื่อเลี่ยงภาษี

การเก็บภาษีมรดกจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมได้ เพราะไม่ว่ารุ่นพ่อจะสร้างสะสมทรัพย์สมบัติ (หรือโกงเขามา) มากมายซักเท่าไร พอจะส่งต่อไปถึงรุ่นลูกจะต้องแบ่งส่วนหนึ่งคืนแก่สังคมทำให้คนรุ่นทายาท เศรษฐีไม่ได้เปรียบคนทั่วๆไปมากจนเกินไปทำให้เกิดการผูกขาดระบบเศรษฐกิจให้ อยู่ในวงจำกัดของคนไม่กี่ตระกูล และลดแรงจูงใจในการคอร์รับชั่นด้วยเพราะโกงไปมากแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องเอามา คืนประเทศ ยิ่งโกงมากก็ยิ่งคืนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่คุ้มเสี่ยงที่จะโดนจับโกงได้ จะได้โกงกันแบบพอเพียง ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศก็มีการเก็บภาษีมรดกกันอย่างกว้างขวาง มีแต่ประเทศกำลังพัฒนานี่แหละที่ไม่ยอมเก็บเพราะกลัววงศ์ตระกูลจะรวยกันไม่ พอ

2. ภาษีที่ดิน มหาเศรษฐีบางคนรวยแล้วไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร ก็เอาเงินไปสะสมที่ดินตามหัวเมืองต่างๆ เก็บไว้เก็งกำไร บางทีก็เก็บไว้อย่างนั้นแหละไม่ได้ทำประโยชน์อะไร แทนที่ที่ดินเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ประโยชน์เป็นที่ดินทำกิน หรือสร้างประโยชน์แก่สาธารณชน รัฐควรเก็บภาษีที่ดินที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ โดยเก็บในอัตราก้าวหน้าเช่นกัน เช่น ที่ดินไม่ใช้ประโยชน์เกิน 10 ไร่ คิดอัตราหนึ่ง ที่ดินไม่ใช้ประโยชน์เกิน 100 ไร่ คิดอัตราสองเท่า ที่ดินไม่ใช้ประโยชน์เกิน 1000 ไร่คิดอัตราสามเท่า เพิ่มไปเรื่อยๆ ถ้าหากสะสมที่ดินแล้วไม่สามารถทำประโยชน์ได้เท่าภาษีที่จะต้องจ่ายก็ควรจะ ขายออกให้คนที่ต้องการใช้ดินทำประโยชน์ได้ดีกว่า แน่นอนการเก็บภาษีที่ดินควรคิดในลักษณะ Chain Principle แบบเดียวกับที่ กลต. ตรวจสอบการถือหุ้นของนักลงทุน โดยนับรวมการถือครองที่ดินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ Nominee และบริษัทที่มีอำนาจควบคุมด้วย เผื่อมีเศรษฐีหัวหมอเอาที่ดินไปซุกไว้

3. ภาษีบาป เช่น เหล้า บุหรี่ ผับ บาร์ สถานบันเทิง อาบอบนวด ภาษีพวกนี้ขึ้นไปเยอะๆเลย ไม่มีคนกล้าค้านหรอก ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรได้รับการสนับสนุนก็ควรจะเก็บภาษีมากๆ เพื่อเอาเงินมาพัฒนาประเทศชาติ ใครอยากเปิดผับเกินเที่ยงคืนให้เปิดไปแต่เก็บภาษีให้หนักๆ 50% หรือ 75% เก็บไปมากๆไม่คุ้มทุนเดี๋ยวก็ปิดกันไปเอง แต่ถ้าจ่าย 75% แล้วยังอยู่กันได้ก็ให้เปิดไป แสดงว่าลูกค้ากระเป๋าหนักจริงอยากจ่ายเงินเพื่อพัฒนาสังคมก็ไม่ว่ากัน


4. ภาษีบุคคลธรรมดา อัตราสูงสุดของบุคคลธรรมดาปัจจุบันอยู่ที่ 35% ซึ่งนับว่าต่ำ ความจริงถ้ารัฐร้อนเงินก็ควรเพิ่มขั้นภาษีขึ้นไปอีก เช่น รายได้เกิน 10 ล้านบาทต่อปีคิด 40% รายได้เกิน 100 ล้านต่อปีคิด 50% รายได้เกิน 500 ล้านต่อปีคิด 75% เป็นต้น ในขณะเดียวกับก็คงภาษีเงินได้นิติบุคคลให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อจูงใจให้เศรษฐีรายได้สูงเหล่านี้เอาเงินมาลงทุนให้เกิดรายได้ในรูปของ บริษัทจำกัด เพื่อให้เกิดการการลงทุนและการจ้างงาน รวมถึงการตรวจสอบแหล่งที่มาและที่ไปของเงินเพื่อการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น อังกฤษมีพิกัดภาษีคนรวยที่ 50% ฝรั่งเศสมีพิกัดภาษีคนรวยที่ 75%

ความจริงแค่เก็บภาษีสองข้อแรกได้ ผมว่าปัญหาการคลังของประเทศไทยก็จะโล่งไปได้เยอะแล้ว และเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะหลักการสำคัญของการเก็บภาษีคือเอารายได้เหลือกินเหลือใช้ของคนรวยมา ช่วยเหลือคนจนที่ขาดโอกาสให้ตั้งตัวได้ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไม่ใช่เน้นเก็บภาษีคนส่วนใหญ่ที่หาเช้ากินค่ำ แล้วมาเอื้อประโยชน์แก่คนรวยแล้วเหลือเป็นมรดกกินไปถึงลูกถึงหลาน

ผมยืนยันว่าผมไม่ใช่คนเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือเสื้อสีใดๆ และไม่ใช่คนที่มีหัวเอียงทางสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์ คนที่รู้จักผมดีจะรู้ว่าผมนี่แหละเป็นทุนนิยมแบบสุดๆแล้ว แต่ผมก็เชื่อว่าทุนนิยมก็ควรจะมีคำว่าพอเพียง ภาพลักษณ์ของการเป็นมหาเศรษฐี ไม่ควรเป็นแบบอย่างของการเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ หรือคอร์รับชั่น มหาเศรษฐีก็สามารถแสดงออกถึงการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ได้ อย่างที่ Warren Buffet ยอมบริจาคทรัพย์สินมากกว่าครึ่งของเขาให้กับกองทุนการกุศลที่จัดตั้งขึ้นโดย Bill Gates

น่าเสียดายที่ผมไม่เชื่อว่าจนวันสุดท้ายของชีวิตผม ผมจะได้เห็นการเก็บภาษีสองข้อแรก เพราะผมเชื่อว่านักการเมืองไทยยังห่างไกลกับคำว่า “พอ” นัก มีแล้วก็อยากมีเพิ่ม รวยแล้วก็อยากรวยขึ้น ต่อให้รวยเป็นมหาเศรษฐีก็ยังอยากรวยขึ้นเพื่อไปติดอันดับโลกในนิตยสาร Forbe

อนิจจาตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้...

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Survival of the Fittest


วันนี้ก่อนกลับบ้านไปนั่งกินข้าวรอฝนหยุดตกในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ได้ยินน้องๆโต๊ะข้างๆคุยกันเรื่องหุ้นแบบเซ็งๆกันอยู่ 3-4 คน ติดดอยสูงบ้าง ถัวจนเงินหมดบ้าง ยอมขายตัดขาดทุนหนักๆบ้าง
ต่างคนต่างเต็มไปด้วยอารมณ์หดหู่กันคนละแบบ

แต่ที่เหมือนกันอย่างนึงคือ ทุกคนบอกว่าหุ้นที่ถือเป็นหุ้นพื้นฐานดี เดี๋ยวราคาก็กลับมาให้ขายกำไร ทั้งๆที่บางตัวผมฟังชื่อแล้วก็นึกขำอยู่ในใจ มันพื้นฐานดีในมุมไหนกันนะ

ในฐานะที่ผมเคยผ่านวิกฤติปี 2008 มา (ไม่ทันปีวิกฤติปี 1997 เพราะยังเรียนหนังสืออยู่) ขอแชร์ประสบการณ์ที่เคยผ่านช่วงหนีตายตอนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เล็กน้อยให้น้องๆหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นมาไม่นาน (ส่วนที่เซียนแล้วก็ขอให้ข้ามไปเลย บทความนี้ไม่มีความสำคัญอะไรกับท่าน)

นี่เป็นข้อสรุปของประสบการณ์ในตลาดหุ้นกว่า 10 ปีของผม

ในตลาดหุ้นปกติ นักลงทุนจะมองหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีกำไรเติบโตต่อเนื่องและราคาไม่แพงเพื่อลงทุน

ในตลาดหุ้นกระทิง นักลงทุนจะมองหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐาน มีกำไรเติบโตต่อเนื่อง แต่อาจมองหุ้นเรื่องราคาถูกหรือแพงไป เพราะในตลาดกระทิงหุ้นทุกตัวมันก็แพงหมดเมื่อเทียบกับตัวมันเองในอดีต นักลงทุนมักจะเปรียบเทียบมูลค่าหุ้นกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมบ้าง หรือเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยตลาดในขณะนั้นบ้าง เพื่อหาเหตุผลมาสนับสนุนการซื้อหุ้นของตนเอง

ไม่ว่าหุ้นที่ตัวเองซื้อจะมี P/E 20 เท่า หรือ P/E 25 เท่า นักลงทุนก็ยังบอกว่าถูก เพราะดูสิค่าเฉลี่ย P/E ของหุ้นในอุตสาหกรรมอยู่สูงถึง 35 เท่า หุ้น P/E 20 เท่า เทียบกับกำไรเติบโต 20-30% ต่อปีนับว่าถูกมาก (โดยไม่สนว่ามันจะโต 20-30% ต่อปีตลอดไปหรือไม่) คนที่ลังเลว่า P/E สูง หรือราคาหุ้นขึ้นจากจุดต่ำสุดในอดีตมากๆ ก็จะกลายเป็นไดโนเสาร์ ตกขบวนไปโดยปริยาย

แล้วในตลาดหมีล่ะ คุณคิดว่านักลงทุนจะทำอย่างไร

นักลงทุนก็คงจะหาหุ้นที่มีพื้นฐานดี กำไรสม่ำเสมอ มีหนี้สินน้อย และเข้าซื้อในราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยตัวเองในอดีต หรือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเพื่อรอให้ราคาหุ้นกลับเข้าสู่มูลค่าที่แท้จริงละมั้ง

เปล่าเลย ความจริงมันโหดร้ายกว่านั้นมาก

ในตลาดหมีโดยสมบูรณ์ นักลงทุนจะมองข้ามปัจจัยพื้นฐานทั้งหมด ไม่ว่าเป็นกำไรสุทธิ กระแสเงินสด ความแข็งแกร่งทางการเงิน หรือ Valuation นักลงทุนจะเทขายหุ้นไปตามอารมณ์ของเขาจนกว่าเขาจะพอใจ ไม่ว่าหุ้นพื้นฐานดี จะมีราคาถูกแค่ไหน P/E 10 เท่า 8 เท่า หรือ 6 เท่า เขาก็จะขายจนกว่าเขาจะรู้สึกว่ามันปลอดภัย และเมื่อทุกคนรู้สึกว่าปลอดภัยตลาดก็จะหยุดตก

ในปี 2008 ผมเคยเห็นหุ้นพื้นฐานดีซื้อขายกันด้วย P/E 2-5 เท่าอยู่เยอะแยะ นักลงทุนที่เน้นปัจจัยพื้นฐานเข้าซื้อหุ้นที่ P/E 6-8 เท่า ก็อาจขาดทุนได้ถึง 30-50% โดยที่เขาไม่เข้าใจว่าราคามันลงไปได้อย่างไรต่ำขนาดนั้น จนกระทั่งผลประกอบการไตรมาสต่อๆมาจึงเฉลยว่าหุ้นที่เขาถืออยู่ P/E พุ่งจาก 6-8 เท่าไปเป็น 12-16 เท่า เพราะกำไรของบริษัทที่ถือหุ้นอยู่มันหายไปครึ่งหนึ่ง

อย่างไรก็ดีหุ้นพื้นฐานดีก็คือหุ้นพื้นฐานดี สุดท้ายแล้วหุ้นเหล่านั้นก็สามารถกลับมายืนซื้อขายด้วยราคาที่่สูงกว่าเดิมเกือบทั้งหมด บางตัวในกลุ่มนั้นกลับมาซื้อขายด้วย P/E 40-50 เท่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเสียด้วยซ้ำ

บทเรียนที่ผ่านมาของผมมันบอกอะไรเรา

บทสรุปของคำแนะนำของผมก็คือ

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าจริงๆ คุณต้องทำการบ้านให้หนัก ดูให้ออกว่าตัวไหนเป็นหุ้นพื้นฐานดี ตัวไหนเป็นหุ้นเก็งกำไร ตัวไหนเป็นหุ้นตามกระแส แล้วเลือกซื้อจะเฉพาะหุ้นพื้นฐานดีจริงๆเท่านั้น ที่สำคัญคุณต้องทำการบ้านด้วยตัวเองอย่างละเอียดว่าอนาคตของกำไรแต่ละบริษัทจะเป็นอย่างไร ธุรกิจของบริษัทนั้นๆอยู่ในช่วงใดของวัฎจักรธุรกิจ (Bussiness cycle) กำไรบริษัทไม่ใช่สิ่งที่จะเพิ่มขึ้นได้ทุกปี ปีละ 30-40% ตลอดไป ทุกธุรกิจมีรุ่งเรืองมีล่มสลายไม่มีใครมีหนีพ้น สุดท้ายคุณต้องเข้าใจว่านักลงทุนในตลาดอาจคิดไม่เหมือนคุณ และเทขายทุบหุ้นดีๆของคุณให้ตกไป 50-60% จากจุดที่คุณซื้อได้ แม้ว่าคุณจะคิดว่ามันเป็นขายแบบไร้เหตุผลก็ตาม เพราะในตลาดหมีไม่ค่อยมีใครมาดูปัจจัยพื้นฐานแข่งกับคุณหรอก

บางคนอาจแย้งผมว่า VI เทพๆ อย่าง Warren Buffet หรือ ปรมจารย์ VI ท่านอื่นถือหุ้นได้ยาวนาน 5-10 ปี แบบไม่ขายได้ คุณต้องไม่ลืมว่าปรมจารย์เหล่านั้นเข้าซื้อหุ้นที่ตีนดอย ไม่ได้มาไล่ซื้อที่ยอดดอย พวกเขารู้ว่าในวัฎจักรของหุ้นราคาไหนเรียกถูก ราคาไหนเรียกแพง พวกเขารอที่จะซื้อหุ้นได้เป็นปีๆถ้าราคาหุ้นไม่อยู่ในระดับที่น่าสนใจ จุดสำคัญมันอยู่ที่ราคาที่เข้าซื้อ ไม่ได้อยู่ที่ว่าถือทนแค่ไหน ถ้าคุณซื้อที่แพงแล้วโอกาสกำไรของนักลงทุนแบบ VI จะลดลงไปมากเลยทีเดียว

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนแบบตามกระแส คุณต้องดูให้ออกว่าตลาดกำลังอยู่สภาวะไหน ปกติ กระทิง หรือหมี เลือกลงทุนเฉพาะหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ที่อยู่ในกระแสในสภาวะตลาดปกติหรือกระทิงเท่านั้น ให้ความสำคัญกับ Valuation น้อยกว่าการอ่านอารมณ์ตลาด ที่สำคัญที่สุด ห้ามซื้อหุ้นในสภาวะตลาดหมีโดยเด็ดขาด ไม่ว่าราคาหุ้นจะตกลงไปต่ำหรือถูกขนาดไหนก็ตาม อย่าลืมว่านักลงทุนแบบตามกระแสซื้อหุ้นเพราะหวังจะขายให้คนนักลงทุนอื่นที่อยากซื้อต่อในราคาที่สูงกว่า ไม่ได้ซื้อหุ้นเพราะราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง อย่ากลัวที่จะไล่หุ้นในภาวะตลาดกระทิง และหากจำเป็นที่จะต้องขายตัดขาดทุนในภาวะตลาดที่มั่นใจว่ามันเป็นหมี จงอย่าลังเลที่จะทำ ยิ่งตัดใจช้า ก็ยิ่งขาดทุนมาก อย่าเป็นประเภทที่ว่าตอนซื้อก็ซื้อตามกระแส พอหุ้นตกกลายสภาพเป็น VI ถือยาวซะงั้น เพราะที่ผมเห็นส่วนใหญ่จะไม่รอด

ผมบอกคุณไม่ได้หรอกว่าตลาดปัจจุบันมันเป็นหมีหรือกระทิง มันเป็นงานของนักวิเคราะห์กลยุทธ์ของบริษัทหลักทรัพย์ที่ท่านใช้บริการอยู่ต่างหากที่จะแนะนำท่านว่าควรซื้อหรือขายตอนนี้ เพราะอะไร คุณจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้พวกเขาแล้ว ก็จงใช้พวกเขาให้คุ้ม ผมไม่ได้อะไรจากพวกคุณ จึงให้ได้แค่การแบ่งปันประสบการณ์เท่านั้น ที่สำคัญผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกาจหรือเหนือชั้นกว่าใครๆ ก็แค่นักลงทุนธรรมดาๆที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆเท่านั้น

ขอให้ทุกท่านโชคดี

ปล. ภาพประกอบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

ทองสี่เหล่า


มีคำถามเรื่องเกี่ยวกับ Demand ทองเข้ามาค่อนข้างเยอะ เลยเอาเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ Demand ของทองคำมาฝากกัน

ผู้เชี่ยวชาญแบ่งความต้องการใช้ทองคำหลักๆออกเป็น 4 กลุ่ม

1. กลุ่ม Jewellery เป็นกลุ่มที่ต้องการใช้ทองคำจริง เพื่อการนำไปทำเป็นเครื่องประดับเพื่อจำหน่ายทำกำไรอีกที ความต้องการกลุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับความนิยมของสินค้าของตน เช่น สร้อยคอ แหวน กำไรข้อมือ เป็นต้น ส่วนราคาทองจะขึ้นจะลงถ้าของยังขายได้ก็ต้องซื้ออยู่ดี ไม่งั้นก็ต้องไปประกอบอาชีพอื่น แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยตุนทองไว้นานเพราะกำไรของกลุ่มเหล่านี้อยู่ที่มูลค่า เพิ่มของชิ้นงานที่ผลิต ไม่ได้อยู่ที่การเก็งกำไรทอง ส่วนมากเครื่องประดับทองเหล่านี้ตลาดสำคัญอยู่ที่ประเทศในเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง อินเดีย

2. กลุ่ม Technology เป็นอีกกลุ่มที่ต้องใช้ทองคำจริงในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ เช่น Intrigated circuit (IC) เป็นต้น ความต้องการกลุ่มนี้ค่อนข้างคงที่ และถ้าเป็นไปได้จะพยายามลดการใช้ทองให้มากที่สุด (เพราะทองมันแพง)

3. กลุ่มผู้ซื้อทองเพื่อการลงทุน (Investment) เป็นผู้ซื้อที่ไม่ได้ต้องการใช้ทองจริง แต่ซื้อทองเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเพื่อเก็งกำไร ซื้อเพื่อป้องกันเงินเพ้อ ซื้อเพื่อกระจายการลงทุน กลุ่มเหล่านี้มีค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อย กองทุนรวม กองทุน ETF กองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedged Fund) กองทุนบำเน็จบำนาณ (Pension fund) เป็นต้น ความต้องการผู้ซื้อในกลุ่มนี้ค่อนข้างผันผวนคาดการณ์ยาก เนื่องจากผู้ลงทุนมีหลากหลายทั่วโลก และวัตถุประสงค์การซื้อก็แตกต่างกันไป เป็นกลุ่มผู้ซื้อที่สร้างความปวดหัวให้กับตลาดทองคำมากที่สุด

4. กลุ่มธนาคารกลาง (Central bank) ในสมัยโบราณที่สกุลเงินต่างๆยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ธนาคารกลางที่จะพิมพ์ธนบัตรออกมาให้ใช้จ่ายก็จะต้องสำรองทองคำเอาไว้รองรับ เงินที่ตนเองพิมพ์ออกมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสกุลเงินของตน ต่อมาก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลอื่นมาใช้เงินทุนสำรองของประเทศมากขึ้น และทยอยขายทองคำออกมา ทีนิยมกันมาก็คงเป็นค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ สกุลยูโร และสกุลเยน มาช่วงหลังๆประเทศเจ้าของเงินสกุลดังกล่าวขยันพิมพ์เงินออกมามากๆ ธนาคารกลางประเทศต่างๆก็เริ่มกลัวว่าเงินสกุลหลักเหล่านั้นจะกลายเป็นแบงค์ กงเต็กในที่สุด จึงทยอยกลับเข้ามาซื้อทองเก็บ โดยเฉพาะประเทศที่ยังมีทองเป็นทุนสำรองต่ำ เช่น จีน และอินเดีย

ก่อนปี 2003 ที่กองทุนรวมทองคำ หรือกองทุน ETF ยังไม่แพร่หลาย Demand จากกลุ่มนักลงทุนมีน้อยมาก ความต้องการใช้ส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่ม Jewellery เป็นหลัก มีกลุ่มเทคโลยีเล็กน้อย ส่วนกลุ่มธนาคารกลางทยอยขายโดยตลอดเนื่องจากทองไม่มีดอกเบี้ยจึงหันไปสะสม พันธบัตรรัฐบาลประเทศหลัก เช่น สหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่นแทน เนื่องจากธรรมชาติของกลุ่ม Jewellery และ เทคโลโลยีจะค่อนข้างสม่ำเสมอ การซื้อต้องพยายามซื้อให้ได้ราคาต่ำที่สุดเนื่องจากเป็นต้นทุนของสินค้าตน ไม่แย่งกันซื้อแบบไล่ราคา ทำให้ช่วงก่อนปี 2003 เป็นช่วงที่ราคาทองคำค่อนข้างมีเสถียรภาพ

หลังจากกองทุน ETF เริ่มเป็นที่นิยม ทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนในทองคำกันสะดวกขึ้น ประกอบกับการเติบโตของบรรดา Hedge Fund ที่มุ่งเน้นการเก็งกำไร ทำให้ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐปี 2008 ความต้องการทองคำพุ่งกระฉูดเพราะสหรัฐดำเนินนโยบายพิมพ์เงินออกมากระตุ้น เศรษฐกิจอย่างมหาศาล ประเทศอื่นๆในโลกก็ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำปั๊มเงินออกมากู้ชาติเช่นกัน ทำให้นักลงทุนกังวลว่าค่าของเงินสกุลต่างๆที่พิมพ์ออกมาไม่หยุดหย่อนจะลดลง โดยเฉพาะสหรัฐ (คิดง่ายๆ เงินเยอะ ค่าน้อย เงินก็เฟ้อ) จึงแห่ตุนทองคำ ไม่ว่าจะเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ เก็งกำไร หรือกระจายความเสี่ยง (สำหรับผมแล้วคำเหล่านี้มันไม่ต่างกันเท่าไร เพราะทุกคนต้องการกำไรเพื่อมาชดเชยค่าของเงินที่ลดลง) ทำให้ราคาทองพุ่งทะลุโลกถนนทุกสายมุ่งเข้าสู่ตลาดทองคำ จนในที่สุดธนาคารกลางประเทศต่างๆต้องหันกลับมาทบทวนเงินทุนสำรองของตนที่เคย ขายทองมาซื้อพันธบัตร ก็เปลี่ยนกลับมาถือทองมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยพันธบัตรมันต่ำเตี้ย และก็กลัวว่าเงินที่พิมพ์มาเยอะๆทำให้ค่าเงินสกุลที่ตนใช้สำรองอยู่มันจะลด ลงฮวบๆ จึงกลับมาซื้อทองอีกทีตอนเกือบจะพีค โดยให้เหตุผลว่าเพื่อกระจายความเสี่ยงของเงินทุนสำรอง (คำนี้อีกแล้ว) ส่วนกลุ่ม Jewellery เมื่อราคาทองคำเพิ่มสูงขึ้น เครื่องประดับก็เริ่มมีราคาแพงกำลังซื้อก็ลดลงไป กลุ่ม Jewellery จึงต้องหันไปใช้วัตถุดิบอื่นที่ราคาถูกกว่ามาแทนที่เพื่อลดต้นทุน เช่น เงิน พลอย และอัญมณี ทำให้ความต้องการทองคำของกลุ่มนี้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดีหลังจากทุกคนตุนทองเพื่อรับมือเงินเฟ้อกันครบ เงินเฟ้อมันก็ไม่มาซะที ทั้งๆที่พี่ใหญ่อย่างสหรัฐก็ขยันพิมพ์เงินกันออกมา คนก็ไม่เอาเงินมาลงทุนใช้จ่าย ดันเอากลับไปซื้อพันธบัตรทำให้ดอกเบี้ยสหรัฐต่ำเตี้ยเรี่ยราด สถาบันการเงินก็กลัวตัวเองจะล้มหายตายจากเหมือนเลห์แมน บราเธอร์ ก็กอดเงินที่พิมพ์ออกมาไม่ค่อยจะไปปล่อยกู้ ผ่านมาสามสี่ปีเศรษฐกิจสหรัฐก็ฟื้นช้าเหลือเกิน แต่เศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ก็โตแบบพรวดพราด ในที่สุดนักลงทุนก็พบทางเลือกอื่นที่น่าสนใจกว่าในการป้องกันการลดลงของค่า เงินสกุลหลัก นั่นคือพันธบัตรประเทศเกิดใหม่ และตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ที่เติบโต ซึ่งสองอย่างนี้มีดอกเบี้ย มีปันผล มีการเติบโตของกำไร มี Reinvest return มีหลายๆอย่างที่ทองไม่สามารถให้ได้ ความต้องการทองเพื่อการลงทุนก็ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ

จนกระทั่งวันที่ 14 เมษายน 2013 นี้เองเป็นวันที่ "Margin Call" สำหรับตลาดทองคำ นักลงทุนเทขายทองคำออกมาอย่างรุนแรง กดราคาทองลงมาต่ำสุดๆ แถว 1323 เหรียญต่อออนซ์ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี หลังจากวันนั้นนักวิเคราะห์เกือบทั้งโลกพูดไปในทางเดียวกันว่าทองคำได้ เปลี่ยนไปเป็นขาลงเรียบร้อยแล้ว ราคาเป้าหมายต่ำๆเริ่มโผล่มา 1370 1200 1150 หรือ 1000 ก็มี แต่ก็อย่างที่ผมเคยบอกแหละว่าทองคำมัน Valuation ยาก ใกล้เคียงสุดก็คงเป็น Marginal Cost of Production ซึ่งว่ากันว่าอยู่ที่ประมาณ 1,200-1,300 เหรียญต่อออนซ์ที่ผมไปอ่านเจอตามเวปไซด์ต่างๆเขียนไว้ใกล้เคียงกัน จริงเท็จอย่างไรผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

ผมก็ไม่ได้เทพขนาดจะบอกได้ว่าราคาทองคำจะตกลงไปได้ถึงขนาดไหน หรือจะดีดกลับไปทำ New high หรือเปล่า เพราะผมไม่ใช่เซียนใบ้หวย แต่ผมเชื่อว่าราคาทองคำที่ลดลงจะทำให้ความต้องการของกลุ่ม Jewellery กลับมาอีกครั้ง อย่างที่เราได้เห็นผู้ซื้อเครื่องประดับทองคำแห่ไปร้านทองจนทองหมดร้านต้อง แจกบัตรคิวกัน และมันก็ไม่ได้เป็นแต่ประเทศไทย ที่จีน ฮ่องกง และอินเดีย ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ตรงกันข้ามกับความต้องการของกลุ่มนักลงทุนที่จะลดลงเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากกองทุนรวม ETF ที่ทยอยขายทองคำออกมาตลอดในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทิศทางราคาทองคำจากนี้ไปคงจะถูกกำหนดโดยผู้ซื้อสองกลุ่มดังกล่าวเป็นหลักว่า ใครจะอดทนกว่ากัน (แต่ถ้าดูจากที่อดีตผ่านมานักลงทุนเป็นกลุ่มที่มีความอดทนต่ำที่สุดใน 4 กลุ่ม) ส่วนกลุ่มธนาคารกลางที่เพิ่งกลับมาซื้อคงต้องทำใจนานหน่อยที่จะกลับมาขาย ราคาต่ำกว่าที่ซื้อไป เผลอถ้าเป็นธรรมเนียมประเทศแถวนี้ซื้อขายขาดทุนอาจถูกสอบสวนเอาซะด้วย 555+

สำหรับผมแล้วทองคำมันก็เป็นเงินสกุลหนึ่งที่ทุกคนในโลกมีสิทธ์จะเป็นเจ้าของ ได้ สามารถเอาไปแลกเป็นเงินได้ทุกสกุล ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีการเติบโต ไม่มีธนาคารกลาง ไม่มีการแทรกแซง ไม่มีข้อจำกัดการเปลี่ยนมือ มูลค่าของมันขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายเป็นหลัก เงินส่วนใหญ่อยากให้มันไปทางไหน มันก็เป็นไปในทางนั้นแหละ

"Gold is money, itself, and nothing else"
- JP Morgan 1912 -

หมายเหตุ ความต้องการทองคำในภาพไม่รวมถึงตราสารอนุพันธ์หรือหลักทรัพย์ที่อ้างอิงทองคำ

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

ดราม่าตลาดหุ้น


เมื่อวันศุกร์ตลาดหุ้นลบไป 3.30% มาวันนี้บวกกลับไป 3.04% ตลาดหุ้นนี้จะว่าไปเปรียบได้กับละครดราม่า ที่มีนักแสดงทั้งพระเอก นางเอก ตัวโกง ตัวประกอบนับหมื่นนับแสนที่ผลัดเปลี่ยนกันมาแสดงบทของตัวเองในแต่ละวัน โดยที่ไม่รู้ว่าบทของตนในวันรุ่งขึ้นจะได้แสดงเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย

ถ้าเป็นคนที่เล่นหุ้นไม่เป็น ยืนอยู่นอกตลาดแล้วมองดูอารมณ์ของนักแสดงในตลาดหุ้นแต่ละคนก็คงจะนึกขำอยู่ในใจ เพื่อนของผมคนหนึ่ง (ขอสงวนไม่เอ่ยนาม) สถาปนาตนเองเป็นเซียนหุ้นหนึ่งในใต้หล้าเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมชักชวนเพื่อนๆเอาเงินกำไรจากหุ้นไปเที่ยวยุโรป พอเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเขาก็บอกกับผมว่า "ลาแล้วตลาดหุ้น พบกันใหม่ชาติหน้า" มาวันนี้เพื่อนคนเดียวกันนี้แหละบอกกับผมว่า "รีบซื้อหุ้นให้เต็มพอร์ต SET Index จะทำ New high ในอีกไม่กี่วัน" ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่อนผมคนนี้ซื้อหุ้นตั้งแต่วันศุกร์หรือวันนี้กันแน่

ผมก็ไม่รู้หรอกว่า SET Index จะทำ New high หรือไม่วันไหน เพื่อนผมอาจจะถูกก็ได้อาจจะผิดก็ได้ แต่มีปรมาจารย์ชั้นเซียนท่านหนึ่งที่ไม่เคยแสดงตัวในหน้าสื่อให้ใครสรรเสริญ เคยสอนผมสมัยเริ่มทำงานด้านการลงทุนใหม่ๆ ว่าจงเชื่อมั่นในหุ้นทุกตัวที่ลงทุนอยู่ และติดตามความเปลี่ยนแปลงของมันอยู่เสมอ มีเงินเพิ่มให้ก็ทยอยซื้อเข้าไป ระหว่างที่ถือก็ให้ศึกษาหาหุ้นที่น่าสนใจตัวใหม่ไปเรื่อยๆแบบไม่ต้องรีบร้อนอะไร เมื่อไรที่หุ้นที่เราถืออยู่มีแนวโน้มจะแย่ลง หรือมีหุ้นตัวอื่นที่เรามั่นใจมากกว่า ก็ขายหุ้นที่มีไปถือเงินสดหรือไปซื้อหุ้นใหม่ที่น่าสนใจกว่า ง่ายๆแค่นี้ ไม่ต้องสนใจดัชนี ไม่ต้องสนใจคนรอบข้างจะว่าอะไร ไม่ต้องสนใจโบรกเกอร์จะแนะนำให้เล่นหุ้นตัวไหน จงทำการบ้านให้หนัก และเชื่อมั่นในตัวเองเป็นพอ ดัชนีและคนรอบข้างเรานั่นแหละที่เป็นศัตรูที่สำคัญที่สุดของการลงทุน

ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเพื่อนผมที่เทรดหุ้นตามอารมณ์นี้ได้กำไรจากตลาดหุ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ผมยังคงติดตามการลงทุนปรมาจารย์ไอดอลของผมนี้ได้ตามรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนอยู่เสมอๆ ทั้งที่เขาก็มีจุดเริ่มต้นเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆคนนึงมาก่อน ผ่านวัฎจักรขาขึ้นและลงมาหลายวิกฤติ ทั้งต้มยำกุ้ง ซาร์ ซึนามิ แฮมเบอร์เกอร์ หนี้สเปน ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด น่าเสียดายที่เขาไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเนื่องจากเป็นคนสันโดษไม่ค่อยออกสื่อ ไม่ค่อยเข้าสังคม ขนาดเคยทำงานด้วยกันยังได้คุยกันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ซื้อหุ้นแต่ละตัวบริษัทต้องมาเชิญไปเป็นกรรมการในบอร์ด (เพราะซื้อเยอะ)

ใครที่เบื่อหน่ายกับการเทรดหุ้นไปวันๆ ซื้อขายตลาดอารมณ์ตลาด อารมณ์แปรปรวนมากๆเวลากำไรหรือขาดทุนหนักๆ อาจจะลองประยุกต์แนวทางลงทุนแบบเรื่อยๆเฉื่อยๆนี้ดูก็ได้ แม้มันอาจไม่ได้กำไรหรือหวาเป็นที่โจทย์จันทน์ของวงการนักเลงหุ้น แต่มันก็เป็นแนวทางการลงทุนที่ผมดูแล้วสบายๆที่สุด

ดัชนีและคนรอบข้างในตลาดหุ้นคือศัตรูตัวฉกาจที่จะทำให้เราเบี่ยงเบนความสนใจจากการลงทุนในหุ้น ไปเป็นการ "เล่น" หุ้นได้ง่ายๆ

ลองนึกดูว่าเราลงทุนในหุ้นเพราะต้องการอะไร ชนะดัชนี รวยกว่าเพื่อนๆ หรือว่ากำไรกันแน่ (^ ^)