วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ทุนนิยมกับโลกาภิวัฒน์


เรื่องนี้คงคล้ายๆ กับระบบทุนนิยม VS ระบบสังคมนิยม สะท้อนให้เห็นความเป็นไปของโลกได้เป็นอย่างดี

"อ. เศรษฐศาสตร์เถียงเรื่องนโยบายของรัฐ (ในที่นี้คือ Democrat)
ไม่มีทางเป็นไปได้ ที่จะทำให้คนทั้งหมดในประเทศเท่ากัน
ไม่มีคนจนและไม่มีคนรวยเลย ทุกคนเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
และมันคงจะเป็นดินแดนในฝันแน่ ๆ

อ. บอกว่าไม่มีทาง แต่ถ้าอยากจะลองดูก็ได้นะ
เริ่มจากในห้องนี้ก่อนเป็นอย่างไร เราจะมาทดลองระบบนี้กัน
เกรดทุกคนในห้องนี้จะเป็นค่าเฉลี่ย และทุกคนจะได้เท่ากันหมด
ไม่มีคนตก และไม่มีใครได้สูงกว่าใคร ดีไหม

หลังการสอบครั้งแรก ค่าเฉลี่ยของเกรด คือ B
นักเรียนหลาย ๆ คนในห้องเริ่มพอใจ ส่วนนักเรียนที่เรียนดี
รู้สึกไม่พอใจ เพราะพยายามแทบตายได้แค่ B

ดังนั้นในการสอบครั้งต่อมา คนที่ไม่เรียน ไม่ขยันก็ไม่ตั้งใจเหมือนเดิม
คนที่ขยันบ้างก็ เลิกขยัน หรือขยันน้อยลง เพราะรู้สึกสบาย ๆ ขึ้น
ส่วนพวกขยันมาก ก็แทบจะเลิกขยันไปเลย

ผลการสอบครั้งต่อมา ทั้งห้องได้ D ..... ทุกคนเริ่มไม่พอใจ

ผลการสอบครั้งที่ 3 ทั้งห้องได้ F .... ทุกคนเริ่มโทษกันเอง ...

อ. จึงบอกว่า คุณค่าของความพยายามมันจะมีค่าเมื่อผลที่ได้รับมันคุ้มค่า ใครเล่าจะพยายามเมื่อผลลัพท์มันได้เท่าไม่พยายาม"

ระบบทุนนิยมให้รางวัลกับคนที่มีความพยายามเพื่อผลักดันโลกไปข้างหน้า และลงโทษคนที่ไม่พยายามเพื่อให้เขาเหล่านั้นได้ปรับปรุงตัวเสียใหม่ โลกมันจึงก้าวไปข้างหน้า

ระบบสังคมนิยมไม่ได้ให้อะไรนอกจาก ให้ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ได้ให้รางวัลคนทำดีและไม่ได้ลงโทษคนที่ทำไม่ดี โลกจึงอยู่กับที่รอวันถอยหลัง

กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าระบบหลังล้มหายตายจาก แม้กระทั่งประเทศที่เป็นผู้ริเริ่มยังต้องละทิ้งมันไปสู่ทุนนิยม

ระบบทุนนิยมเองก็มีจุดอ่อนตรงที่ความแตกต่างกันของชนชั้นนำกับชนชั้นล่างจะ ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจแก้ด้วยการเก็บภาษีคนรวยให้หนัก เพื่อเอามาพัฒนาศักยภาพของชนชั้นล่างเพื่อให้วันหนึ่งพวกเขาสามารถผลักดัน ตัวเองขึ้นมาเป็นชนชั้นนำได้ ซึ่งสามารถทำได้โดยการให้การศึกษา การพัฒนาอาชีพ การให้โอกาสทำกิน และการจัดหาแหล่งเงินทุนครับ ไม่ใช่สนับสนุนการก่อหนี้เพื่อการบริโภคที่เกินตัว หรือแจกเงินทองให้พวกเขาใช้ไปวันๆ แต่ยังคงสถานะให้เป็นชนชั้นล่างเหมือนเดิม

โลกจึงจะยังเดินอยู่ต่อได้อย่างที่มันเป็นอยู่

ป.ล. ผมว่าตามหลักทุนนิยมทั่วๆไป ไม่เกี่ยวกับการเมืองไทยนะครับ :)

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บททดสอบแห่งศรัทธา


ตั้งแต่ต้นปีมาตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นไม่เยอะนัก แต่ถ้าไปลองดูหุ้นรายตัวปรากฎว่าพุ่งกระฉูด Ceiling มีให้เห็นกันได้ทุกวัน บางตัวก็ Ceiling มันติดๆกันหลายวัน มันคงเป็นเรื่องปกติที่จะทำให้เซียนหุ้นไขว้เขวไปกับแนวทางที่ตนเองยึดมั่น

นักลงทุนที่ประกาศตัวเป็น Value Investor หรือ VI ก็อาจชักจะอยากขายหุ้น Value ของตัวเองที่อืดเหลือเกิน ไปไล่หุ้นที่กำลังแรงมั่ง มองซ้ายมองขวาเห็นเพื่อนๆไล่หุ้นร้อนกันรวยเละเทะ แล้วจะช้าอยู่ไยขายหุ้น VI มันให้หมดเลยดีกว่า แปลงสภาพจาก VI เป็น ไวไว ในบัดดล

ส่วน ขาลุยเล่นตามเทคนิคก็กำลังใจฮึกเหิม เทรดหุ้นกำไรเยอะชักอยากเล่นมาจิ้น เล่นด้วยเงินตัวเองมันรวยช้า อย่ากระนั้นเลยเทรด Futures มันเลยดีกว่าจะได้รวยเร็วๆ โบราณว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก

ในตลาด ตะลุมบอนอย่างปัจจุบัน มันเป็นการยากถึงยากมากที่จะรักษาศรัทธาในแนวทางลงทุนของตนเองให้คงมั่นได้ เมื่อตลาดเปลี่ยนตัวเราก็เปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นปรัญญา วิธีการลงทุน ความเสี่ยงที่ตนอยากจะเข้ารับ

แต่เชื่อผมเถอะว่านักลงทุนแต่ ละคนมีแนวทางการลงทุนในเหมาะสมกับตัวเองแค่แนวทางเดียวเท่านั้น หากเราเคยประสบความสำเร็จกับแนวทางไหน ก็ควรยึดมั่นกับแนวทางนั้นๆ ไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร

ตลาดหุ้นแต่ละช่วงเวลาก็ให้รางวัล กับการลงทุนในแต่ละแนวทางไม่เท่ากัน บางปีหุ้น Value ก็ดีกว่า บางปีหุ้น Growth ก็ดีกว่า บางปีหุ้นปั่นก็ดีกว่า ถ้าเรายึดมั่นในแนวทางที่เราทำได้ดี เราก็จะมีปีที่ดีบ้างแย่บ้าง แต่ในระยะยาวแล้วการทำในสิ่งที่เราถนัดจะให้ผลได้ดีกว่าพยายามตามกระแสฝืนไป ทำสิ่งอยู่นอกขอบเขตความชำนาญของตัวเองอย่างแน่นอน

นักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักเป็นการทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น Warrent Buffet, George Soros, Phillip Fisher, Sir John Templeton หรือ Benjamin Graham ก็เพราะพวกเขายึดมั่นในแนวทางที่ตัวเองถนัด แม้ว่าจะมีปีที่พวกเขาทำได้แย่แต่เขาก็ไม่เปลี่ยนแนวทางจนกระทั่งกลายเป็น ตำนานกันไปหมด

มีนักลงทุนน้อยคนมากที่จะประสบความสำเร็จจาก การเปลี่ยนแนวทางการลงทุนจากแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่งได้อย่างถูกต้องเหมาะ เจาะกับตลาดในช่วงนั้นๆได้ตลอดเวลา เพราะลักษณะนิสัยของคนเรามันเปลี่ยนกันยาก ถ้ามีนักลงทุนอย่างที่ว่าอยู่จริงก็คงจะประสบความสำเร็จเหนือไปกว่ารายชื่อ ที่กล่าวมาข้างต้นอีก จากประสบการณ์ของผมมักจะเห็นประเภทว่าเปลี่ยนจากผิดแนวนี้ไปผิดแนวโน้นซะ มากกว่า

ผมย้ำเสมอว่าสิ่งแรกที่ต้องพิจารณาก่อนเริ่มลงทุนคือ ต้องหาตัวเองให้เจอเสียก่อน ลองทบทวนตัวเองดูครับว่าตัวตนที่แท้จริงของเราเป็นอย่างไรกันแน่

คุณค่าของเงินล้าน




เมื่อหลายวันก่อน ผมได้ยินคำถามจากนักลงทุนท่านหนึ่งใน Facebook ว่าตลาดหุ้นขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนได้กำไรแล้วใครขาดทุน มีหลายคนแสดงความเห็นในหลายแง่มุม บ้างก็ว่าเจ้ามือขาดทุน กองทุนขาดทุน เจ้าของขาดทุน และที่เด็ดสุดๆคือคำตอบที่ว่าไม่มีใครขาดทุนทุกคนได้กำไร ไม่เป็นไรครับเพราะหุ้นมันขึ้นต่อเนื่องมาสามเดือนติด คิดอย่างไรคงไม่สำคัญนัก

มาวันนี้ตลาดหุ้นตก 17 จุด แบบตั้งตัวไม่ทัน ผมขอตั้งคำถามกลับว่าวันนี้ใครขาดทุน หลายๆคนมองพอร์ตตัวเองแล้วคงจะรู้สึกว่าเรารวยลดลง หรือถ้าโชคร้ายหน่อยก็ขาดทุน แต่ไม่เป็นเพราะยังไม่ขายถือว่ายังไม่ขาดทุน 555+ (ว่าเข้าไปนั้น)

เช่นนั้นแล้วกำไรและขาดทุนแท้จริงเป็นเช่นไร?

ตลาดหุ้นอยู่ในขาขึ้นคนมีหุ้นได้กำไร คนไม่มีหุ้นขาดทุนเพราะเสียโอกาสได้กำไร

ตลาดหุ้นอยุ่ในขาลงคนไม่มีหุ้นได้กำไรจากโอกาสที่จะซื้อหุ้นได้ที่ราคาที่ถูกลง ส่วนคนที่ถือหุ้นอยู่ขาดทุน

ในระยะยาวแล้วการไม่ลงทุนเลยก็เป็นต้นทุนชีวิตเช่นกัน เพราะค่าของเงินมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเงินที่คุณมี แต่มันอยู่ที่ตัวเลขเงินที่คุณมีเมื่อเทียบกับเงินที่คนอื่นมีต่างหาก

พ่อผมเล่าให้ฟังว่าเมื่อ 60 ปีก่อนก๋วยเตี๋ยวชามละไม่ถึงบาท มีเงิน 10 บาทเที่ยวรอบกรุงเทพได้ ถ้ามีเงินล้านเรียกมหาเศรษฐี มีสิบล้านเรียกอภิมหาเศรษฐี

หกสิบปีผ่านไป ผมรู้สึกว่าคนมีเงินล้านมันช่างธรรมดาเหลือเกิน มีสิบล้านก็แค่พอมีอันจะกินเท่านั้น สมัยนี้เศรษฐีเขาเริ่มคุยกันที่ 100 ล้านบาท

นั่นเพราะว่าระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา ผู้คนต่างก็ทำมาค้าขาย ประกอบกิจการ อาชีพต่างๆ และสะสมเงินของพวกเขาเรื่อยมา ถ้ามหาเศรษฐีที่กลัวความเสี่ยงในสมัยนั้น เอาเงินไปฝังตุ่ม ก็ต้องบอกว่าพวกเขาจนลงไปมาก เพราะในสมัยนี้เงินล้านของเขาซื้อบ้านอยู่ซักหลังยังแทบไม่ได้

นี่ขนาดเมื่อหกสิบปีก่อนยังไม่มีตลาดหุ้นนะครับ เงิน 1 ล้านบาทยังมีค่าลดลงขนาดนั้น แล้วลองนึกภาพดูว่าปัจจุบันมีเซียนหุ้นบังเกิดขึ้นมากมาย พวกเขารวยขึ้นพร้อมๆกัน 3-4 เท่าในเวลาแค่ 3-4 ปี ถ้าคุณยังหลีกเลี่ยงการลงทุน เอาเงินไปฝากธนาคาร เวลาอีก 20-30 ปีข้างหน้า คุณคิดว่าเงิน 1 ล้านบาทของคุณจะมีค่าแค่ไหนกัน (เชียว)

ถ้าคุณไม่เริ่มลงทุนซะที แม้ว่าคุณจะไม่ขาดทุนในรูปตัวเงิน แต่คุณกำลังขาดทุนในแง่ความมั่งคั่งในอนาคตของคุณอย่างแน่นอน ถ้าคุณลงทุนแม้ว่าจะขาดทุนบ้างในบางปี แต่มันจะทำให้คุณมีโอกาสที่จะรักษามูลค่าของเงินในกระเป๋าของคุณได้บ้าง และความจริงการลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องเล่นหุ้นเท่านั้น คุณจะทำธุรกิจอะไรก็ได้ที่หวังว่าจะได้ผลกำไรมากกว่าดอกเบี้ยแล้วกัน คุณถนัดอะไรก็ทำอย่างนั้นแหละ

เริ่มเรียนรู้ที่จะลงทุนกันเถอะครับ

ฤ สูงสุด จะคืนสู่สามัญ?





วัฎจักรเทคโนโลยีผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผู้ชนะเป็นจ้าว ผู้แพ้ล้มหายตายจาก

วันนี้ราคาหุ้น Apple ไหลรวดเดียว 10% ลงจากจุดสูงสุด $700 เหลือ $460 ในเวลาแค่ 5 เดือน นักวิเคราะห์ใน Wallstreet มีคำอธิบายมากมายว่าทำไมราคาหุ้น AAPL ถึงร่วงระนาว ทั้งศาสดาตายไปแล้ว สินค้าไม่มีอะไรแปลกใหม่ คู่แข่งเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีมาแข่งขันมากขึ้น บลา บลา บลา บางคนถึงกับแนะนำผู้บริหาร Apple เอาซะด้วยว่าควรทำอย่างไรเพื่อเอาราคาหุ้นกลับมาจุดสูงสุดอีกครั้ง

สำหรับผมแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเห็นวัฎจักรนี้ หุ้นบริษัทเทคโนโลยีล้วนแล้วแต่เป็นเช่นนี้ ตั้งแต่ Olympia Kodak Nokia Panasonic Sony ฯลฯ ใครคิดจะลงทุนหุ้นเทคโนโลยีก็ต้องติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ รสนิยมผู้บริโภค และการแข่งขันในตลาด นี่อาจเป็นเหตุผลที่ Value Investor ระดับ Hardcore ไม่ค่อยเน้นการลงทุนในหุ้นเทคโนฯ มากนัก

สำหรับผมผู้ซึ่งโบราณมาเวลาพูดถึงเทคโนโลยี คงไม่หาญกล้าไปลงทุนอะไรที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนั้น แค่ใช้สินค้าที่ออกมามีลูกเล่นแปลกใหม่ ให้ชีวิตสบายขึ้นก็พอ ปล่อยให้ผู้ผลิตเขาแข่งกันไป ผู้บริโภคได้ประโยชน์โลด ^__^

หุ้นตามโพยนั้น สำคัญไฉน?


พักหลังผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเวลาเปิดดู Financial Page แล้วพบว่าบางเพจมีการใบ้หวย ให้โพยกัน เชียร์ชื้อหุ้นโดยไม่ให้เหตุผล ประมาณว่า "หุ้น ABCD ขึ้นแน่ๆอย่างน้อย 3 ลิ่ง" "หุ้น EFG จะไป 50 บาทภายในสิ้นปี" "ซื้อหุ้น HIJ เดี๋ยวนี้ มันขึ้นแน่ๆ ผมขอร้อง" ฯลฯ

ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นตลอด นักลงทุนหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาดใน 2-3 ปีหลังยังอาจไม่รู้ว่าหุ้นมันก็ตกเป็นเหมือนกัน เพราะที่ผ่านมาหุ้นตามโพยวิ่งนำหุ้นพื้นฐานมาตลอด เข้าตามโพยได้กำไรเสมอ ถ้าเข้าเร็วได้มาก เข้าช้าได้น้อย เพราะฉะนั้นฟังมาแล้วไม่ต้องคิดมากให้รีบเคาะขวาให้เร็วที่สุด ถ้าคิดมากตัดสินใจช้ากำไรจะน้อยลง

เมื่อทุกคนฟังแล้วชื้อทันที หุ้นตัวนั้นมันก็ขึ้นตามโพยจริงๆ คนให้โพยก็เลยกลายเป็นเซียนขึ้นมาในบัดดล นานวันไปนักลงทุนก็เชื่อโดยไม่ต้องการเหตุผลอะไรอีก เซียนจะยกหุ้นอะไรขึ้นมาก็ได้คนก็เชื่อหมด ไม่ว่าเหตุผลที่จะยกมาอ้างจะจริงเท็จก็ตามที

ลองหยุดซักนิด ย้อนกลับมาคิดซักหน่อยว่าเรามีบุญคุญอะไรกับเซียนนักหนาหรือเขาถึงได้เอาหุ้นพวกนั้นมาบอกเรา

ถ้ามองโลกในแง่ดี เซียนเขาจิตใจดีปานเทพ วิเคราะห์พื้นฐาน เทคนิค โหราศาสตร์แล้วก็มาบอกนักลงทุนตาดำๆให้ได้กำไรติดไม้ติดมือกันบ้าง

ถ้ามองแบบกลางๆ เซียนเขามีน้ำใจซื้อแล้วบอกต่อ จะได้ช่วยกันดัน ช่วยกันรวยไปด้วยกัน

ถ้ามองโลกในแง่ร้าย เซียนเขาเก็บของครบแล้ว ไล่ราคาแล้ว บอกรายย่อยมาช่วยกันรับเยอะๆ เขาจะได้ออกของสบายๆ

แต่ไม่ว่าจะมองโลกในแง่ไหน ผมแน่ใจ 100% ว่าเซียนที่บอกโพยคุณเขาซื้อหุ้นตัวนั้นไปครบแล้ว รอแค่ท่านซื้อตามดันราคาหุ้นให้เซียนรวยมากขึ้นเท่านั้น อยู่ที่คุณเองจะไปเข้าไม้ท้ายๆตอนเซียนออกของพอดีหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่ผมเห็นเซียนบอกแต่ตอนเข้า ตอนออกไม่ค่อยจะบอกไม่รู้เพราะอะไร

ผมก็ไม่รู้ว่าตลาดหุ้นจะเป็นขาลงเมื่อไร แต่ผมเคยผ่านวัฎจักรขาลงมาแล้ว 2 ครั้ง อยากจะบอกว่าเวลาหุ้นเป็นขาลงนี้มันลงได้ใจ โดยเฉพาะหุ้นตามโพยนี้แหละลงหนักที่สุด เพราะเจ้าของโพยมักชิงออกของก่อนรายย่อยผู้รับโพย ทำเอาติดดอยสูงลิ่ง อยากออกก็ออกไม่ได้เพราะไม่มีคนเสนอซื้อ ก็พื้นฐานไม่มีนี่ พอขาดทุนแล้วก็พาลมาโทษตลาดหุ้นเป็นการพนันไปซะอีก

Social Media ในปัจจุบันมันมีหลากหลายและเข้าถึงได้ง่าย หน่วยงานกำกับดูแลเขาก็ไม่สามารถจะสอดส่องได้หมด ถึงจะเจอก็สั่งลงโทษไม่ถนัด สั่งปิดก็ไม่ได้ ได้แต่แจ้งเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังการรับฟังข้อมูลข่าวสาร พอบอกชื่อไปกลับกลายเป็นไปสร้างความดังให้บรรดาเซียนเหล่านั้นมีสาวกมากขึ้นไปอีก

"ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าช้างค้า" ประโยคเด็ดสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชยังคงใช้มาได้จนถึงยุคมิลเลเนี่ยม ผมไม่อยากขัดลาภท่านนักลงทุนทั้งหลายหรอก ใครจะลงทุนด้วยเหตุผลอะไรก็ได้ ท่านตามโพยแล้วได้กำไร ผมก็ยินดีด้วย แต่ถ้าตามโพยแล้วติดดอยผมก็ขอให้ทำใจ เพราะท่านเลือกที่จะเชื่อเซียน แทนที่จะเชื่อตรรกะและการวิเคราะห์ของท่าน ท่านก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาอย่าไปตีโพยตีพายว่าโดนเซียนหลอก

คำแนะนำเป็นของเขา การตัดสินใจและเงินเป็นของท่าน

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ตรรกะแบบบัญญัติไตรยางศ์





ในยุคสมัยที่การลงทุนในหุ้นไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลมากนักก็สามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ง่ายๆ เช่นตลาดขาขึ้นในปัจจุบัน ก็คงเป็นธรรมชาติที่นักลงทุนจะเริ่มผ่อนคลายความระมัดระวังในการลงทุนลง เพราะจับหุ้นตัวไหน ขายเมื่อไรก็ได้กำไรหมดหากระมัดระวังมากเกินไปอาจไม่ทันการณ์ไล่หุ้นกันไม่ทันไปซะอีก ผมเริ่มสังเกตเห็นความหย่อนยานในความคิดเชิงวิเคราะห์ของนักลงทุนบางท่าน หนึ่งในนั้นคือการใช้แนวคิดเชิงวิเคราะห์ที่ใช้หลักการง่ายๆ ที่เรียกกันว่า บัญญัติไตรยางศ์ในการประเมินอนาคตของกิจการ (Linear projection)

ยกตัวอย่างเช่น หากมีบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่งประกาศขยายกำลังการผลิตอีก 100% นักลงทุนบางส่วนจะคิดง่ายๆว่า ถ้าขยายกำลังการผลิตเท่าตัว รายได้ของบริษัทก็ต้องเพิ่มขึ้นเท่าตัวทันทีที่การขยายกำลังการผลิตเสร็จสิ้น กำไรขั้นต้นของบริษัทก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารก็คงเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น ถ้ากู้เงินมาลงทุนเพิ่มก็ต้องมีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกนิด เสียภาษีเพิ่มอีกหน่อย แต่สุดท้ายแล้วกำไรต่อหุ้นก็จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเท่าตัว เพราะผลจากการเพิ่มของยอดขาย และ Leverage effect จากการกู้เงิน พอปีต่อๆไปก็ขยายกำลังการผลิตได้อีก แหม่...อนาคตธุรกิจนี้ช่างสวยหรูจะช้าอยู่ไย รีบซื้อหุ้นเลยดีกว่า

ชีวิตมันง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ? นักลงทุนท่านนั้นมองข้ามอะไรไปหรือเปล่า

ความจริงแล้วสิ่งที่ผมกล่าวไปข้างต้นนั้นเป็นกรณีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของการขยายกิจการ ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์จุลภาคก็ได้เคยระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่ากำไรสุทธิทุกบาทที่เพิ่มขึ้นนั้นมันจะยิ่งยากขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งกำไรปีก่อนเคยเติบโตมากเท่าไรกำไรปีต่อๆไปก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ทุกคนรู้ดี แต่ทุกก็อาจมองข้ามมันไป

การขยายกำลังการผลิตไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะสามารถผลิตได้เต็มที่ตั้งแต่วันแรกที่การขยายเสร็จสิ้น การผลิตในช่วงแรกจะประสบกับปัญหามากมาย เช่น เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ไม่เข้าที่เข้าทาง คนงานขาดประสบการณ์ การบริหารจัดการยังสับสน กว่าที่การผลิตจะได้เต็มประสิทธิภาพก็ต้องกินเวลาพอสมควร ส่วนมากประมาณ 3-6 เดือนนับจากวันเริ่มเดินเครื่องจักร การขยายกำลังการผลิตจึงจะเสร็จสมบูรณ์

ยอดขายจะไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เท่าตัว ถ้าสินค้าที่ผลิตออกมาเพิ่มไม่มีผู้ซื้อมัน การขยายกำลังการผลิตไม่ได้หมายความว่าผู้ซื้อสินค้าจะต้องอยากซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นหากบริษัทคู่แข่งก็คิดเหมือนกันขยายกำลังการผลิตเหมือนกัน ก็อาจทำให้สินค้าล้นตลาดได้และทำให้สินค้าที่บริษัทผลิตมาเพิ่มขายไม่หมดได้

ต้นทุนการผลิตก็จะมีแนวโน้มสูงขึ้นในอัตราเร่ง ยิ่งผลิตมากขึ้นความต้องการวัตถุดิบ แรงงานก็จะยิ่งสูงขึ้น คู่แข่งและแรงงานก็จะมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น ทำให้กำไรขั้นต้นก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ากว่ายอดขาย ถ้าบริษัทคู่แข่งเองก็คิดเหมือนกันกำไรขั้นต้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นช้าลงไปอีก

พอผลิตสินค้ามากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารก็จะยิ่งสูงขึ้นในอัตราที่มากขึ้น เพราะบริษัทต้องเสนอโปรโมชั่นเพื่อจูงใจผู้ซื้อ เลือกซื้อของที่บริษัทผลิตมามากขึ้น ดารา นักร้อง นักแสดงก็ดูจะเริ่มมีความจำเป็นในการจัดหามาเพื่อช่วยในการขายสินค้า
ครั้นไปดูด้านการจัดหาเงินทุนก็จะยิ่งยากขึ้น ไม่มีสถาบันการเงินไหนหรอกที่อยากจะเพิ่มวงเงินให้กับบริษัทที่มี D/E ratio สูงขึ้นทุกปีๆ หรือถ้ามีดอกเบี้ยก็จะต้องสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น บริษัทอาจถูกบังคับให้เพิ่มทุนในที่สุดหาก D/E ratio พุ่งขึ้นสูงจนเจ้าหนี้เริ่มกังวล

สุดท้ายแล้วมันยากเอามากๆที่การขยายกำลังการผลิตเท่าตัวจะทำให้กำไรต่อหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเท่าตัว นักลงทุนท่านนั้นได้คิดถึงประเด็นต่างๆเหล่านี้หรือไม่?

ความจริงแล้วการวิเคราะห์อนาคตของการขยายธุรกิจต้องวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนทั้งในระดับของบริษัทเอง และระดับอุตสาหกรรม คำถามเหล่านี้ควรจะโผล่ขึ้นมาในความคิดของนักลงทุนในขณะที่วิเคราะห์
  • การขยายกำลังการผลิตเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ Test Run นานแค่ไหน ของเสียจากการผลิตจะคิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของสินค้าทั้งหมด
  • กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะทำให้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมรวมเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร
  • ความต้องการของผู้ซื้อโดยรวมเพิ่มขึ้นมากเพียงพอที่จะรองรับการผลิตที่เพิ่มขึ้นโดยรวมของอุตสาหกรรมหรือไม่
  • วัถตุดิบและแรงงานมีมากเพียงพอที่จะให้บริษัทจัดหามาด้วยต้นทุนเดิมไหม
  • ต้นทุนการจัดทำโปรโมชั่น แคมเปญ โฆษณาต่างๆของทั้งประเทศมีการปรับตัวขึ้นเท่าไร เพราะสื่อต่างๆไม่ได้มีลูกค้าแค่กลุ่มธุรกิจเดียว เขาอาจเลือกจัดสรรให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นก็ได้ถ้าได้เงินดีกว่า
  • สถาบันการเงินต่างๆมีความผ่อนคลายนโยบายการให้สินเชื่อมาน้อยแค่ไหน ช่องทางอื่นๆในการระดมทุน เช่น การออกหุ้นกู้ หุ้นเพิ่มทุน วอร์แรนต์ นั้นเอื้อประโยชน์แก่การระดมทุนมากน้อยเพียงใด
  • อัตราภาษีมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อบริษัทขยายไปยังธุรกิจใหม่ๆที่ไม่เคยทำมาก่อน
การวิเคราะห์การลงทุนแบบหยาบๆนั้นอาจสามารถทำกำไรให้แก่นักลงทุนได้ในช่วงตลาดขาขึ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้ามรายละเอียดปลีกย่อย และไล่ซื้อหุ้นที่กำลังอยู่ในกระแส แต่การจะอยู่รอดในตลาดหุ้นในระยะยาวที่ต้องผ่านวัฎจักรขาขึ้นและลงหลายๆรอบนั้นจำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์การลงทุนอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของวัฎจักรเศรษฐกิจและการลงทุนได้แม่นยำและรวดเร็วกว่านักลงทุนทั่วๆไป

ตลาดขึ้นมาเซียนก็ปรากฏ พอตลาดหดเซียนก็หมดไปเป็นคำกล่าวที่เหน็บแนมและเตือนสตินักลงทุนได้ดียิ่ง เซียนหุ้นที่แท้จริงจะต้องอยู่รอดได้ในหลายวัฎจักร และที่สำคัญเซียนหุ้นจริงๆนี่มีอยู่ไม่มากหรอกครับ เวลาผ่านไป 5ปี 10 ปี เวลาจะให้คำตอบเราเองว่าใครบ้างที่นับได้ว่าเป็นเซียนตัวจริง

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

บทเรียนจาก Black Monday


มารำลึกความหลังเหตุการณ์ "Black Monday" วันประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นโลกกันเถอะ ไม่รู้ว่าใครเกิดทันกันบ้าง (ผมเกิดทันแต่คงยังจำอะไรไม่ค่อยได้ 555+)

วันนี้ (19 ต.ค.) เมื่อ 25 ปีก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงกระหน่ำเป็นประวัติการณ์ วันเดียวดัชนี Dow Jones
 ตกลงไปถึง 23% หุ้นบางตัวแตะระดับ $0.01 ต่อหุ้น (ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้) สาเหตุของเหตุการณ์ก็โทษกันไปต่างๆนาๆ เศรษฐกิจชะลอตัว การเก็บภาษีบุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้น รัสเซียจะเบี้ยวหนี้ สงครามนิวเคลียร์ โลกกำลังจะแตก บลาๆๆ

แต่สาเหตุจริงๆผมว่ามันมากจากการที่นักลงทุนในตลาดพยายามจะขายหุ้นทั้งตลาดพร้อมๆ กัน โดยที่แรงซื้อไม่เพียงพอจะรองรับคำสั่งขาย เพราะสมัยนั้น Algorithm Trade เป็นอะไรที่เท่ห์เอามากๆ นักลงทุนสถาบันใน Wall street สมัยนั้นคิดว่าตัวเองมีความได้เปรียบรายย่อยที่สามารถใช้ Computer ที่ราคาแพงๆ (ในสมัยนั้น) จึงใช้เทคโนโลยีทีสูงล้ำในการปล่อยให้ Computer ตัดสินใจซื้อขายแทนคน ซึ่งน่าเศร้าที่ Algorithm ที่ว่าไม่ได้ดีเด่นอะไรไปกว่า Momentum Trading เลย พอตลาดหุ้นเริ่มตกได้ซักพักก็ไป Trigger Stop loss ของ Algorithm บังคับให้ Computer ส่งคำสั่งขาย และก็ทำให้หุ้นตกไป Trigger Stop loss ของอีก Algorithm หนึ่ง (อาจจะเป็นของตัวเองหรือของที่อื่น) ให้ส่งคำสั่ง Cut loss ออกมาอีก เกิดเป็นปฎิกริยาลูกโซ่นี้ไปเรื่อยๆ ทำให้ตลาดหุ้นดิ่งนรกในเวลาแค่ 1 วัน Value investor ที่พยายามทำเท่ห์ไปรับหุ้นในวันนั้นก็บาดเจ็บหนักมาก ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ได้ศึกษาพื้นฐานของหุ้นมาอย่างดีก่อนการเข้าไปช้อนซื้อหุ้น แต่เป็นเพราะตลาดเองต่างหากที่ไม่ได้ใช้เหตุผลในการขายหุ้น (และก็ชนะ)

หลังจากเหตุการณ์วันนี้ตลาดหุ้นนิวยอร์กประกาศยุติการส่งคำสั่งซื้อขายด้วย Computer โดยที่ไม่ผ่านการคัดกรองของโบรกเกอร์ เพื่อให้คำสั่งที่ส่งผ่านตลาดมีสติสัมปชัญญยะของมนุษย์ในการแยกแยะถูกผิดก่อนที่จะถูกส่งออกไป ป้องการการตกของหุ้นแบบไร้เหตุผลอันสมควรเช่นวันที่ 19 ต.ค. 1987

25 ปีผ่านไป ผู้คนหลงลืมเหตุการณ์เหล่านี้ไปหมดแล้ว ปัจจุบันการส่งคำสั่งด้วย Algorithm ผ่านระบบ Computer กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะ Hedge Fund ที่เรียกตัวเองว่า High frequency trade หรือ Quantitative trade ตลาดหลักทรัพย์เองก็มั่นใจในระบบการจัดการคำสั่งซื้อขายมากขึ้นว่าจะรับมือกับสถานการณ์วิกฤติได้ เพราะมีเครื่องมือทั้ง Circuit break หรือ Reverse Trade สำหรับ Order ที่น่าสงสัย ฯลฯ

เราคงต้องมาดูกันวันเราจะได้เรียนรู้จากอดีตที่ผ่านมาแล้วหรือไม่ หรือจะเดินเข้าสู่ความผิดพลาดซ้ำรอยเดิม