วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Moneyball เกมล้มยักษ์ บทเรียนการลงทุนผ่านสนามเบสบอล (1)



ก่อนอื่นของบอกผู้อ่านไว้ก่อนเลยว่าถ้าใครยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ผมแนะนำให้เลิกอ่านบทความของผมเดี๋ยวนี้ รีบไปหา DVD หนังเรื่องนี้มาดูแล้วค่อยกลับมาอ่านบทความของผมต่อ ถ้าคุณยังไม่อยากเสียอรรถรสจากดูหนังที่ผมคิดว่ามีสาระเกี่ยวกับการลงทุนมาก ที่สุดเท่าที่เคยดูมา ถ้าท่านเคยดูแล้ว หรือคิดว่าจะไม่ดูแน่ๆก็เชิญอ่านต่อไปได้ครับ

Moneyball เป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายเรื่อง Moneyball: The Art of Winning an Unfair Game ซึ่งเขียนเกี่ยวกับชีวประวัติจริงๆของ Billy Beane ผู้จัดการทั่วไปของทีมเบสบอล Oakland Athletics ในช่วงปี 2002 หลังจากทีม Athletics พ่ายแพ้แก่ New York Yankees ในปี 2001 Beane ต้องทนเห็นซุปเปอร์สตาร์ในทีมทยอยเดินจากทีมไปอยู่กับทีมที่เงินหนากว่า ด้วยงบประมาณที่มีอยู่จำกัด การจะหาผู้เล่นระดับท๊อปมาแทนที่ก็เป็นไปไม่ได้ แค่การรักษาผู้เล่นเก่าก็ยากแล้ว Beane ไม่สามารถเล่นตามเกมของทีมเงินหนาอย่าง Yankees ได้จึงจำเป็นต้องหาวิธีการทำทีมใหม่เพื่อสู้กับทีมที่มีงบประมาณมากกว่า 3 เท่า (41 ล้านเหรียญกับ 125 ล้านเหรียญ)

Peter Brand นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มจบใหม่เสนอวิธีการจัดหาผู้เล่นที่เหมาะสมเข้าทีมในรูป แบบที่วงการเบสบอลไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเสนอให้มองข้ามรูปลักษณ์ที่เห็นอยู่ภายนอก ด้วยการนำเอาสถิติของผู้เล่นแต่ละคนในด้านต่างๆมาพิจารณา แล้วเลือกผู้เล่นจากสิ่งที่ทีมอยากได้จากเขาเหล่านั้นจริงๆ

วิธีการทั่วๆไปที่แมวมองเบสบอลสมัยนั้นใช้จะเป็นการพิจารณาแบบผิวเผิน เช่น ดูจากการทำแต้ม สถิติการขว้าง หรือสถิติการตี รวมถึงรูปลักษณ์ภายนอก เช่น ความเป็นดาราดึงดูดแฟนเบสบอลเข้าสนาม ดูหน่วยก้าน หรือกระทั่งดูแฟน (ถ้านักเบสบอลคนไหนแฟนสวย แสดงว่ามีความมั่นใจสูงถึงกล้าจีบคนสวย) ผลก็คือแมวมองเหล่านี้ก็มันจะมาสนใจนักเบสบอลคนเดียวกัน ส่งผลให้ค่าตัวของนักเบสบอลเหล่านั้นพุ่งสูงเกินจริง ทั้งๆที่ทีมอาจไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่า นี้ก็ได้ ทีมเบสบอลมี Pitcher ขว้างได้ครั้งละคน มี Butter ตีได้ครั้งละคน คนทำแต้มได้ไม่ใช้คนตีโดน หรือขว้างดี แต่เป็นคนที่ทำเบสได้มากที่สุดต่างหาก

Brand นำเอาสถิติต่างๆมาพิจารณาอย่างละเอียด แล้วเลือกผู้เล่นที่ทำได้ดีที่สุดในสิ่งที่แผนการเล่นของทีมต้องการ เขาไม่ได้เลือกนักเบสบอลที่ทำแต้มได้มากที่สุด แต่เขาเลือกคนที่ทำเบสได้มากที่สุด เขาไม่ได้เลือกคนที่ตีแม่นที่สุด แต่เขาเลือกคนที่เอาฟาวล์จากคู่แข่งได้มากที่สุด เขาไม่ได้เลือกคนที่ขว้างแรงที่สุด แต่เขาเลือกคนที่ท่าขว้างประหลาดที่สุดจนคู่แข่งจับทางไม่ได้ ทำให้ทีมของ Beane เต็มไปด้วยนักเบสบอลที่เข้าข่าย “ประหลาด” แต่ค่าตัวถูก เช่น แก่เกินแกง หัวเข่าไม่สมบูรณ์ หรืออ้วนลงพุง เป็นต้น ในจำนวนนี้บางคนต้นสังกัดเดิมถึงกับยอมออกค่าเหนื่อยช่วยเพื่อผลักไสให้ไป พ้นๆทีมเสียด้วยซ้ำไป

ในช่วงต้นฤดูกาล 2002 ผลงานของทีมประหลาดของ Beane ย่ำแย่ถึงขีดสุด พ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องลงไปกองบ๊วยของ Major League นั่นเพราะโค้ชของทีมไม่ได้ศรัทธาในแนวทางของ Beane จึงยังจัดผู้เล่นลงสนามแบบเดิมๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับผู้เล่นที่ถูกดึงเข้ามาเพื่อให้เล่นตามแผนการเล่นของ Beane และ Beane เองก็ไม่สามารถก้าวก่ายอำนาจของโค้ชในการจัดทีมลงสนามได้ จนในที่สุด Beane ตัดสินใจล้างบางผู้เล่นในสไตล์ “แบบดั้งเดิม” เขาทำกระทั่งปล่อย Carlos Pena ซึ่งเป็นซุปเปอร์สตาร์คนสุดท้ายของทีมออกไปเพื่อกดดันให้โค้ชจัดทีมลงสนาม ตามปรัชญาของเขา

มาถึงจุดนี้ทุกคนมองว่า Beane บ้าไปแล้ว และนั่งนับวันรอว่าเมื่อไร Beane จะโดนไล่ออกซะที แต่ผลกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เหล่าผู้เล่นที่โค้ชถูกบังคับให้จัดลงสนามกลับทำผลงานได้ตามแผนของ Beane แม้รูปแบบการเล่นจะไม่สวยงามแต่ทรงประสิทธิภาพ จนกระทั่ง Athletics ทำสถิติชนะ 20 เกม ต่อเนื่องกันและเป็นสถิติของ Major league ในสมัยนั้น

แม้ว่าสุดท้ายแล้ว Athletics จะไปไม่ถึงฝันไปจอดอยู่แค่รอบ Knock out (Post season) แต่แนวทางการทำทีมของ Beane ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการเบสบอล จนกระทั่ง John William Henry II แห่ง Fenway Group (แฟนบอลหงส์แดงน่าจะรู้จักดี เพราะเป็นเจ้าของสโมสรลิเวอร์พูลในปัจจุบัน) เสนอให้ Beane มาทำทีม Boston Red Sox ด้วยค่าจ้าง 12.5 ล้านเหรียญต่อปี ซึ่งสูงที่สุดในวงการเบสบอลสมัยนั้น แต่ Beane ก็ปฎิเสธข้อเสนอของ Red sox และเป็นผู้จัดการทีม Athletics ต่อไปอย่างน่ายกย่อง

เล่ามาถึงตอนนี้แล้ว Moneyball มันเกี่ยวกับการลงทุนตรงไหน Moneyball สะท้อนความจริงหลายประการในตลาดทุนผ่านมุมมองของกีฬาเบสบอล

Moneyball แนะให้เรามองข้ามรูปลักษณ์ภายนอก และมองให้เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของมัน (Valuation) หุ้นบางตัวอาจขึ้นได้เพราะออกสื่อบ่อย โฆษณาเยอะ หรือมีนักวิเคราะห์พูดถึงมาก แต่มันก็ทำให้ราคาหุ้นเหล่านี้สูงเกินจริงตลอดเวลา (Overvalue) แม้ว่าบริษัทเหล่านี้จะสามารถเติบโตได้จริงตามคาดการณ์แต่ราคาหุ้นที่พุ่ง ขึ้นไปสูงมากก็จะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่น้อยลง (กำไรบริษัทจะโตไม่ทันราคาหุ้นทันซะที) หุ้นพวกนี้ P/E ก็จะสูงตลอดเวลา ซึ่งคนได้ประโยชน์ส่วนใหญ่จาก PR เหล่านี้ก็คือเจ้าของกิจการนั่นเอง นักลงทุนทั่วไปที่เข้าซื้อหุ้นหลังจากที่ตลาดรู้จักกันแล้วอาจไม่ได้กำไร อะไรมากนักเพราะกว่าจะมาซื้อเอาก็ตอนที่คนพูดถึงกันทั่วแล้วราคาก็วิ่งขึ้น ไปเยอะแล้ว และวันใดหากบริษัทไม่สามารถรักษาการเติบโตของกำไรให้อยู่ในระดับสูงเช่นนั้น ได้ต่อไป (ซึ่งวันนั้นจะต้องมาถึงแน่ๆ เพระาไม่มีธุรกิจใดที่จะเติบโตในอัตราสูงๆได้ตลอดไป) ปาร์ตี้ก็จะเลิกใครที่ลุกจากโต๊ะช้าสุดก็ต้องจ่ายแทนทุกคนที่ลุกไปก่อน เช่นเดียวกับ นักกีฬาเบสบอลที่เป็นที่สนใจของพวกแมวมองด้วยวิธีการมองแบบผิวเผิน ค่าตัวที่แพงไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับทีมที่ซื้อ เพราะเล่นดียังไงก็ไม่คุ้มค่าตัวอยู่ดี และที่สุดเมื่อสัญญาหมดลงเงินลงทุนทั้งหมดที่ใส่ใหันักเบสบอลคนนี้ก็เหลือ แค่ 0

แท้จริงแล้วหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีไม่จำเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน อาจเป็นหุ้นที่ไม่มีใครสนใจเลยก็ได้ แต่หากเราหมั่นแสวงหาหุ้นใหม่ๆ ไม่รังเกียจที่จะต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองโดยไม่พึ่ง Analyst เราจะได้หุ้นชั้นดีที่ไม่มีใครรู้จักที่สามารถทำกำไรให้เราได้มหาศาล ผมเคยวิเคราะห์หุ้น BJC สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ เมื่อ 8 ปีก่อนสมัยที่มันยังราคา 4 บาท กำไรสุทธิ ประมาณ 1,187 ล้าน (สมัยนั้นยังไม่ปรับพาร์ราคา 40 บาท) ผลก็คือไม่มีใครสนใจบริษัทที่ผมแนะนำนี้เลยแม้แต่คนเดียวทั้งที่บริษัทมี ศักยภาพในการเติบโต มีเงินสดเยอะมาก และราคาก็ถูกมากๆ ราคาหุ้นสมัยนั้นเทรดกันที่ P/E ระดับ 5 เท่าเอง มาวันนี้หุ้น BJC ราคา 43.50 ซื้อขายกันที่ P/E 31 เท่า กำไรสุทธิปี 2554 อยู่ 2,523 ล้านบาท กำไรเติบโตจากตอนผมวิเคราะห์ 1.12 เท่า แต่ราคาหุ้นขึ้นมา 10 เท่า คุณว่าราคาหุ้นตัวนี้ขึ้นมาเพราะกำไรมันโตเร็ว หรือขึ้นเพราะความคลั่งไคล้หุ้นกลุ่มค้าปลีกของนักลงทุนกันแน่ ถ้าเป็นอย่างหลังทำไมคุณไม่ลองไปหาหุ้นที่ยังไม่มีใครรู้จักแต่กำไรเติบโต ได้ดี ลงทุนเสียแล้วรอให้คนอื่นหันมาบ้าคลั่งหุ้นของคุณ

ในความเป็นจริงการทำอย่างที่ผมบอกนั้นยากมากๆ ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ดังนี้

คุณต้องมีความพยายามมากพอที่จะเข้าไปค้นหาข้อมูลของบริษัทจากงบการเงิน รายงานประจำปี รวมถึงต้องเข้าประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อสอบถามผู้บริหาร เพราะหุ้นที่คนไม่รู้จักเหล่านี้จะไม่ออกสื่อ ไม่มีนักวิเคราะห์ให้ข้อมูล ไม่มี Roadshow คุณต้องทำการวิเคราะห์ด้วยตัวคุณเอง ไม่มีตัวช่วย ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรยุ่งยากด้วยตัวเองคุณไม่เหมาะกับแนวทางลงทุนแบบนี้

คุณต้องมีความอดทนมากพอที่จะรอให้ตลาดหุ้นหันมาสนใจหุ้นของคุณ แม้ว่าหุ้นคุณจะดีแค่ไหน ถ้ามันอยู่ “นอกสายตา” ของตลาด หุ้นมันก็จะไม่ขึ้น และไม่ว่าคุณจะพยายามแค่ไหนก็จะไม่มีมาสนใจหุ้นของคุณ เพราะคุณเป็นแค่คนธรรมดาที่คำแนะนำของคุณจะกลายเป็น “เสียงนกเสียงกา” ในสายตาของตลาด สิ่งที่ยากที่สุดในกระบวนการนี้ก็คือ คุณต้องทำให้ตัวคุณเองเชื่อมันในวิธีการของคุณต่อไป แม้ว่าเพื่อนคุณจะหัวเราะเยาะคุณ เจ้านายคุณจะบอกว่าสิ่งที่คุณคิดมันผิด และที่สุดแล้วตัวคุณนั่นแหละที่จะเริ่มสงสัยในแนวทางของคุณเอง Money ball สอนให้เรารู้จักศรัทธาในแนวทางของเรา และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อจะรักษาศรัทธาอันแน่วแน่ของเราเอาไว้ เช่นที่ Beane ถูกกดดันจากสื่อ เพื่อนร่วมงาน ลูกทีม หรือกระทั่งเจ้านายของเขาที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดแปลกใหม่ของ Beane จนกระทั่ง Beane ต้องขายซุปเปอร์สตาร์คนสุดท้ายของทีมออกไปเพื่อให้ทีมเดินไปในแนวทางที่เขา เชื่อมั่นอย่างไม่กลัวโดนไล่ออกนั่นแหละ

สุดท้ายเมื่อหุ้นของคุณได้รับความสนใจจากตลาด คุณจะต้องไม่ด่วนขายมันออกไปเร็วเกินไป นักลงทุนมักยึดติดกับคำว่า Fair Value โดยพยายามจะซื้อหุ้นที่ Under Value และขายมันที่ราคา Fair Value แต่นักลงทุนมักจะลืมไปว่าหุ้นมันสามารถ Overvalue ไปได้ตราบเท่าที่ตลาดจะยังคลั่งไคล้มันอยู่ และ Fair Value ก็สามารถปรับขึ้นได้ถ้ากำไรของบริษัทเติบโต ถ้าคุณต้องอดทนถูกเพื่อนๆเยาะเย้ยอยู่เป็นปีๆ ผลตอบแทนที่ได้รับจากความอดทนก็สมควรจะเป็นกอบเป็นกำไม่ใช่แค่ 20-30%

โอกาสในการลงทุนในหุ้นนอกสายตาเหล่านี้มันมีอยู่ตลอดเวลา เชื่อหรือไม่ แม้ว่าดัชนี SET จะอยู่ที่ 1200 จุด วันนี้ผมยังสามารถหาหุ้นที่ P/E 5 เท่า P/B 0.5 เท่า Dividend yield 9% อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นที่นิยมได้อยู่เลย แต่ไม่ว่าผมจะแนะนำอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อผมซักทีมา 2 ปีแล้ว และมันก็อาจจะเป็นอย่างนี้ไปอีก 2-3 ปีก็ได้ ถ้าเป็นคุณจะทิ้งตัวนี้แล้วไปซื้อตัวอื่นที่กำลังวิ่ง หรือคุณจะอดทนกอดมันเอาไว้โดยที่ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีมันจะขึ้น นี่แหละความยากของการลงทุนในหุ้น “นอกสายตา”

จริงๆแล้วหุ้น P/E ต่ำในปีใดปีหนึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นที่ดี เพราะกำไรอาจมาจากรายการพิเศษที่ไม่เกิดขึ้นอีก แต่ถ้าเป็นหุ้นที่ P/E ต่ำติดต่อกันหลายๆปี แปลว่ากำไรมันดีจริงๆ แต่ไม่มีคนเห็นค่าของมัน ยกตัวเอย่าง BJC เองผมวิเคราะห์มันตอนราคา 4 บาทในปี 47 (เทียบเป็นราคาก่อนปรับพาร์ 40 บาท) ตอนวิกฤติเศรษฐกิจ 51 มันก็ตกลงไปเหลือ 2.8 บาท (เทียบเป็นราคาก่อนปรับพาร์ 28 บาท) เหมือนกัน แต่เมื่อถึงเวลาของมันก็วิ่งรวดเดียวจาก 2.8 บาทเป็น 43.50 บาท (เทียบเป็นราคาก่อนปรับพาร์ 435 บาท) ขึ้นมา 15 เท่า Value investor ที่แท้จริงต้องสามารถอดทนเห็นมันลงจาก 40 บาทมาเหลือ 28 บาทได้ และถือต่อไปเพราะเชื่อมันในวิธีการของตัวเอง หรือกระทั่งอาจซื้อเพิ่มอีกเพื่อเฉลี่ยต้นทุน แต่ก็นั่นแหละ ถ้าคุณเชื่อผมเมื่อปี 47 คุณก็คงถูกเพื่อนๆล้อไป 6 ปีกว่าที่หุ้นมันจะเริ่มขึ้นจริงๆจังๆในปี 53 แต่คุณก็ยังได้รับ Dividend 6-8% มาตลอดปี 47-53 เป็นการปลอบใจ อยากเป็น VI ต้องท่องคาถาอดทนครับ แต่ถ้าอยากได้กำไรเร็วก็เล่นเป็น Momentum รอมันวิ่งทะลุ 8 บาทตอนปี 53 แล้วค่อยซื้อก็ได้ (ถ้าตอนนั้นเห็นหุ้นขึ้นจาก Bottom มาเกือบ 4 เท่าแล้วยังกล้าไล่อยู่นะครับ)

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นแง่คิดเกี่ยวกับการลงทุนด้าน Valuation ที่ได้รับจาก Moneyball ความจริงแล้ว Moneyball ยังให้ข้อคิดเกี่ยวกับการลงทุนอื่นๆอีกหลายประเด็น ซึ่งผมจะได้กล่าวถึงใน
โอกาสต่อไป :)

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

ตามเทรนด์วงการบันเทิง "อดีต ปัจจุบัน และอนาคต"


ที่ผมเอารูปน้องๆเหล่านี้มาลงไม่ใช่ว่า "ชีกอ" นะครับ แค่อยากอธิบายแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านธุรกิจบันเทิงจากอดีตสู่ปัจจุบันแค่นั้น (จริงๆ)

แนวโน้มธุรกิจทั่วโลกกำลังมุ่งไปสู่จุดเดียวกันไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมอะไร นั่นก็คือผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการจะมุ่งเข้าสู่การตลาดแบบที่ยึดเอาผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Customer centric) มากขึ้น เช่นที่ผมได้เคยกล่าวเปรียบเทียบระหว่าง Apple กับ Microsoft ในบทความชิ้นก่อนหน้า

ธุรกิจบันเทิงเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แนวโน้มการใช้การตลาดแบบ Customer centric และการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ (Centralize) เริ่มมีให้เห็นกันมากขึ้น วงการนักร้องนักแสดงยุคก่อนนี้มักเริ่มต้นจากแมวมองไปตามหาช้างเผือกที่ดูว่าจะรุ่ง เอามาฝึก เอามาปั้น เอามาโปรโมต ให้เป็นดารา-นักร้องในสังกัด ถ้าใครดันแล้วรุ่งก็ดันต่อ ถ้าดันแล้วไม่รุ่งก็ปล่อยไปแล้วหาใหม่ ซึ่งข้อเสียของระบบนี้ก็คือ ค่ายเพลง-หนังต่างๆต้องแบ่งผลประโยชน์ให้แก่คนกลาง ซึ่งได้แก่ แมวมอง หรือบริษัทโมเดลลิ่งต่างๆ กับดาวรุ่งที่ยังไม่รู้ว่าจะดีหรือไม่ แถมยังต้องควักเนื้อจ่ายเงินโปรโมตไม่ก่อนล่วงหน้าโดยไม่มีอะไรการันตีว่าจะได้กำไรกลับมาจากเด็กที่ปั้น และที่แย่ที่สุดคือ ถ้าปั้นเด็กคนไหนจนเป็นดาวแล้วยังต้องปวดหัวกับการต้องรักษาดาราคนนั้นไว้กับตน ไม่ให้โดนค่ายไหนแย่งตัว หรือเข้าทำนองดังแล้วแยกวงไปรวยคนเดียวอะไรประมาณนี้

พัฒนาการต่อมาเริ่มมีการรวมศูนย์มากขึ้น ตัดคนกลางออกไป โดยค่ายเพลง-หนังก็มารับสมัครตรง น้องๆคนไหนอยากเป็นดาราก็มาสมัครได้ตามค่ายทีวี หรือค่ายเพลงต่างๆ โดยอาจอยู่ในรุูปการประกวดหรือการรับสมัครเป็นระยะๆ แต่ปัญหาเรื่องของค่าใช้จ่ายในการโปรโมตและการชิงตัวดาราข้ามค่ายก็ยังคงอยู่

จะกระทั่งปี 2005 Mr.Yasushi Akimoto โปรดิวเซอร์อัจฉริยะชาวญี่ปุ่นได้นำเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ด้วยการผสมผสานการทำธุรกิจแบบบริษัทและการตลาดแบบ Customer centric ไว้ด้วยกัน ภายใต้ชื่อ "AKB48"

น้องๆในรูปเป็นสมาชิกของวง AKB48 ซึ่งเป็นวง Girl group แนว J-pop ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศญี่ปุ่น Single CD ของวง AKB48 มียอดจำหน่ายรวมกว่า 12 ล้านแผ่น (เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น) ความสำเร็จของ AKB48 ในญี่ปุ่นเหนือกว่า Girl Group อื่น Girl generation KARA 2NE1 wonder girl ฯลฯ อย่างเทียบกันไม่ได้

วง AKB48 เป็น Girl group ที่มี่สมาชิกในวงรวมกว่า 150 คน แต่ที่ชื่อ AKB48 เพราะในแต่ละอัลบัมจะมีนักร้องที่ถูกคัดมาเพียง 48 คนจาก 150 คนเพื่อออกแต่ละ Single ส่วนที่มาของ AKB ย่อมาจาก Akihabara ซึ่งเป็นย่านวัยรุ่นในโตเกียว (ประมาณสยามฯบ้านเรา) และเป็นฐานทัพของบรรดาสาวๆเหล่านี้

ทำไมผมถึงยกเอาวง AKB48 ขึ้นมาพูด ไม่ใช่เพราะ Single ของน้องๆเขาขายดี หรือความนิยมที่เป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะรูปแบบที่ AKB48 นำเสนอต่อสาธารณะซึ่งเรียกได้ว่าแหวกแนวจากวง Girl group อื่นๆโดยสิ้นเชิง

AKB48 มีวิธีการเลือกน้องๆมาออกแต่ละ Single ที่แตกต่างจากคนอื่น โดยจะเปิดให้แฟนเพลงที่มีสิทธิได้โหวตเลือกนักร้องที่ตนชื่อชอบได้มีโอกาสออกอัลบัมต่อไป คนทีโหวตแพ้ก็ต้องรออัลบัมหน้า ซึ่งวิธีนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม จำนวนแฟนเพลงที่เข้าร่วมโหวตล่าสุดมีมากเกินกว่า 1 ล้านคน ด้วยวิธีที่เรียกว่า General Election นี้ทำให้ค่ายเพลงมั่นใจได้ว่าอัลบั้มที่จะออกจำหน่ายจะขายได้แน่ๆ เพราะเลือกนักร้องตามความชอบของแฟนเพลง หรือมีการ Survey demand ผ่านการโหวตมาก่อนแล้ว จึงได้มีความมั่นใจในการทุ่มโปรโมตได้เต็มที่ (ตัวอย่างหนึ่งของ Customer centric ไม่ใช่เลือกนักร้องตามความชอบของโปรดิวเซอร์)

นอกจากนี้ AKB48 ยังมี Concept อีกอย่างหนึ่งคือ เป็นกลุ่ม Idol ที่่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ AKB48 มีโรงละครและเวทีคอนเสริ์ตของตัวเองอยู่ที่ย่าน Akihabara และเปิดแสดงคอนเสริตโดยสมาชิกวง AKB48 อย่างน้อย 1 คน "ทุกวัน" ถ้าคุณเป็นแฟนเพลง AKB48 แล้วแวะไปเยี่ยมบ้านของน้องๆ คุณจะมั่นใจได้ว่าจะได้เห็น Idol ของคุณแบบตัวเป็นๆทุกวัน แทนที่จะต้องแห่ไปรอรับดาราโปรดที่สนามบิน นั่งกันตามพื้นระเกะระกะเป็นที่น่าสงสาร (ตัวอย่างของ Customer centric ที่ยอมให้แฟนเพลงเข้าถึงได้ตามที่ต้องการ)

จุดเด่นที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ AKB48 ที่เป็นประโยชน์ต่อค่ายเพลงแต่อาจไม่เป็นประโยชน์กับน้องๆสมาชิกในวงก็คือ การที่วง AKB48 มีสมาชิกมากขึ้น 48 คนในแต่ละอัลบั้ม และมีการหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ามาร้องเพลง ทำให้ความสำคัญของน้องสมาชิกในวงน้อยกว่าชื่อของวง AKB48 ถ้าสมาชิกคนไหนไม่ได้รับความนิยมก็จะหลุดออกจาก 150 คน และโปรดิวเซอร์ก็จะหาคนใหม่เข้ามาแทน โดยไม่จำเป็นต้องเสียดายเงินที่โปรโมตน้องคนนั้นไป เพราะเงินโปรโมตมันไปอยู่ที่ชื่อวงหมดแล้ว หรือถ้าน้องๆคนไหนปัญหาเยอะ โปรดิวเซอร์ก็อาจเลือกปลดออกและหาคนอื่นมาแทน แฟนๆเพลงก็อาจไม่ได้สนใจมากนักเพราะมี "เยอะ" จนลายตาไปหมด ทำให้ AKB48 มีความเป็นสถาบันมากขึ้น ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการแย่งตัวดารา หรือปัญหาดาราเสื่อมความนิยมได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ด้วยวิธีของ Akimoto ทำให้ความสำเร็จของ AKB48 มีโอกาสยืนยาวกว่าโปรดิวเซอร์คนอื่นๆที่เน้นปั้นดารา 2-3 คน พอดาราในสังกัดดับโปรดิวเซอร์ก็ดับไปด้วย ถือเป็นการพลิกโฉมหน้าของวงการบันเทิงญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ในเมืองไทยยังไม่มีค่ายเพลงไหนนำแนวคิดที่ว่าไปใช้ ใกล้เคียงที่สุดก็คือเวที The star และ AF แต่ก็ยังไม่ถึงขึ้นจะให้โหวตเพื่อออก Single และได้ไม่เข้าถึงคำว่า Customer centric อย่างที่ AKB48 ทำ และจริงๆถึงทำก็อาจไม่รุ่งเท่า เพราะวัฒนธรรมคนไทยไม่นิยมจ่ายเงินโหวต หรือจ่ายเงินซื้อ Single เพราะถ้าคนไทยอยากฟังเพลงหรือดู MV พวกเขามีวิธีอื่นที่จะได้มาโดยไม่เสียเงิน (ไม่ขอชี้โพรงให้กระรอก แต่เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันดี)

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่ไม่ใช่อยากโปรโมตให้น้องๆเขา แค่อยากจะบอกว่าโลกเรามันเปลี่ยนไปทุกวัน ถ้าธุรกิจไหนไม่ปรับตัวก็รอวันตาย สำคัญที่่ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์และปรับความคิดให้ยืดหยุ่นตามการเปลี่่ยนแปลง ส่วนนักลงทุนนั้นปรับตัวง่ายกว่ากันเยอะครับ ถ้าบริษัทไหนไม่ปรับตัวนักลงทุนก็ขายหุ้นทิ้งไปซื้อหุ้นใหม่ที่อยู่ในกระแสสบายกว่าแยะครับ ไม่ต้องมาเครียดกับการกอบกู้บริษัทให้ปวดหัว :)

อนิจจังกับวัฎจักรธุรกิจสื่อสาร (3)



ในบทความสองตอนก่อน ผมได้วิเคราะห์ความเป็นมา (และเป็นไป) ของ Nokia และ RIMM ไปแล้ว ผมจะมาลองเปรียบมวยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน IT ในปัจจุบัน ชื่งได้แก่ Microsoft Corporation (MSFT) และ Apple Inc. (AAPL) ในรูปกราฟเส้นสีฟ้าเป็นราคาหุ้น AAPL ส่วนเส้นสีแดงเป็น MSFT

MSFT และ AAPL นับได้ว่าเป็นมวยถูกคู่ที่ชิงดีชิงเด่นกันมาตั้งแต่ก่อตั้ง ทั้งสองบริษัทมีปรัชญาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง MSFT เน้นขาย Software ที่จำเป็นต้องการดำรงชีวิต (Windows operation) ซึ่งใช้ได้กับคอมพิวเตอร์ทุกประเภท ประมาณว่าชีวิตฉันขาดเธอไม่ได้ ในขณะที่ AAPL เน้นขาย Lifestyle ขายความสะดวกสบาย ประมาณว่าถ้าใครใช้ iPhone iPad เดินไปไหนคนจะต้องมองว่าเท่ (It's cool)

ในยุคสมัยที่คอมพิวเตอร์ยังไม่หลากหลาย (1990-2005) ที่ผู้ผลิต Desktop และ Notebook ยังแข่งขันผลิตกันอย่างเอาเป็นเอาตาย MSFT ได้รับชนะเหนือ AAPL อย่างเห็นได้ชัด เพราะ MSFT เน้นขายแต่ Windows ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ในขณะที่ AAPL พยายามจะขาย "พ่วง" คอมพิวเตอร์ Desktop แบบจอตู้กับระบบปฎิบัติการแมคอินทอช คนนึงผลิต OS แต่ดันใช้ได้แต่เครื่องของตัวเอง ส่วนอีกคนผลิตแค่ Software แต่มีทั้ง IBM Compaq Fujitsu Hewlett ฯลฯ ช่วยกันขายเครื่องให้ ผูู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายกว่าหากเลือกใช้ Windows ดังนั้น Software developer ต่างๆจึงแห่กันมาเข้าร่วมกับทาง Windows มากกว่า Macintosh ราคาหุ้น MSFT จึงวิ่งแซง AAPL ไปไกลมากจนส่งผลให้ Bill Gate กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก

เวลาเปลี่ยน โลกเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน คอมพิวเตอร์ยุคหลังเริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น คอมพิวเตอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างในโลก เช่น Smart phone เครื่องเสียงติดรถยนต์ Navigator ฯลฯ ผู้บริโภคก็เปลี่ยนมาต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ต้องการแค่ความจำเป็นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ผู้ผลิต PC และ Notebook ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด ก็เริ่มทยอยล้มหายตายจาก เช่น IBM ก็เลิกทำ Compaq โดน HP ซึ่งกิจการ ฯลฯ ความได้เปรียบของ MSFT ก็เริ่มลดลงเพราะจำกัดตัวเองอยู่แค่ Windows ในขณะที่ Technology มันก็พัฒนามาเข้าทาง AAPL มากขึ้น ความนิยมของการใช้ MP3 เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของ AAPL เพราะสามารถออกแบบ iPod ได้โดนใจผู้บริโภค ในขณะที่ MSFT ยังไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนา Product line ใหม่ๆ จาก iPod สู่ iPhone และ iPad ความนิยมของ AAPL ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ กว่าที่ MSFT จะรู้สึกตัวหันมาพัฒนา Product line อื่นๆแข่งกับ AAPL ก็สายไปเสียแล้ว

AAPL เก็บเอาความพ่ายแพ้ต่อ MSFT ในช่วงต้นมาใช้เป็นบทเรียน AAPL ไม่ยอมอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป จึงพยายามหาพันธมิตรให้มากที่สุด เช่น ทำ iPod แต่ไม่ทำ MP3 เอง ทำ App store แต่ไม่พัฒนา Application เอง (อย่างเช่นที่ MSFT ทำ Windows แต่ไม่ทำคอมพิวเตอร์เอง) เมื่อผลิตภัณฑ์ของ AAPL ได้รับความนิยมมากขึ้น พันธมิตรของ AAPL ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ตามนโยบายแบ่งกันทำแบ่งกันรวย จนกระทั่ง iPhone 3 วางตลาด ความรุ่งเรืองของ AAPL ก็พุ่งปริ๊ด MSFT ขึ้นไปได้ และในที่สุด AAPL ก็กลายมาเป็นบริษัท IT อันดับหนึ่งของโลกแซงหน้า MSFT ได้สำเร็จ (Market cap ของ AAPL บริษัทเดียวใหญ่กว่า Market cap ของหุ้นไทยทั้งตลาดรวมกัน)

จริงๆแล้ว MSFT ก็เคยเป็นเจ้าตลาดของ Smart Phone มาก่อนด้วย OS Windows mobile (WM) ซึ่งก็ได้ขายดีในช่วงแรก พันธมิตรของ WM เช่น O2 LG Palm ขายดิบขายดี ณ ปี 2005 WM มี market share ถึง 39% อย่างไรก็ดีหลังจาก iOs เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นตาม iPhone market share ของ WM หล่นวูบลงเหลือแค่ 5% ในปี 2010 พร้อมกับการล้มหายตายจายของพันธมิตรอย่าง O2 และ Palm

MSFT พยายามออก OS Windows Phone (WP) มาแทน WM เพื่อหาที่ยืนบนตลาด Smart phone แต่เนื่องจาก Windows Phone ออกมาช้าไปซักหน่อย เพราะมาออกเอาตอนที่ผู้ผลิตมือถือรายอื่นๆ ที่ยังเหลือรอดอยู่ เช่น Sumsung HTC Motolora Texas Instument เข้าไปจับมือกับ Android หมดแล้ว แถม Android ยังมียักษ์ IT อย่าง Google หนุนหลังอีก ทำให้แนวโน้มความสำเร็จของ WP ที่จะไปแข่งกับ iOS ได้ดูจะลำบาก เพราะ App Develper ที่ไม่เข้ากับ iOS กับมักจะเลือก Android ในการใช้ช่องทางการขาย App ของตัวเอง แทบไม่เหลือที่ว่างให้ WP ยืน บนตลาด Application อีก

คำถามที่น่าสนใจก็คือ ต่อไป MSFT จะกลายเป็น Nokia, RIMM หรือ Kodak อันดับต่อไปหรือไม่ ตามความเห็นผมแล้วยังไม่น่าจะถึงขนาดนั้น เพราะ MSFT เน้นการขายของที่ "จำเป็น" โดยยังคงมี Windows ที่ผูกขาดในตลาด PC และ Notebook เพราะคนยังจำเป็นต้องใช้ Windows ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน บันเทิง หรือด้านอื่นๆ และพันธมิตร Software ของ Windows ยังคงเหนียวมแน่น เพราะ Windows ครองความเป็นเจ้าตลาดมานานเกินไปที่ Macintosh จะเจาะตลาด PC และ Notebook ได้ ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าผู้บริโภคหลายคนยังคงใช้ PC และ Notebook ที่เป็น Windows base อยู่เพื่อการทำงาน แม้ว่าจะปันใจไปใช้ iPhone หรือ iPad เพราะ Mac Book และ Mac Pro ยังไม่สามารถตอบโจทย์ "ความจำเป็นในชีวิต" ได้นั่นเอง แม้จะตอบโจทย์ความ "เท่" ได้ก็ตาม (แต่บางคนก็อยากเท่ถึงขนาดลงทุนเอา Mac Book ไปใส่ Windows เพราะอยากใช้ Software ที่เป็น Windows base :D)

มวยคู่ยักษ์ระหว่าง MSFT และ AAPL จึงยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะรู้ผลว่า MSFT จะอดทนรอจนกว่า AAPL จะเจอคู่แข่งนี่เน้นด้าน "ความเท่" มาลดความสำคัญของ iPhone และ iPad ได้ก่อน หรือ AAPL จะสามารถเจาะตลาดด้าน "ความจำเป็น" และชักจูงให้ Software Developer ยอมหันมาพัฒนาบนระบบ Macintosh ให้เท่ากับ Windows ได้ก่อน แต่ไม่ว่ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร MSFT และ AAPL ก็ได้ให้บทเรียนด้านธุรกิจและการแข่งขันแก่พวกเราไปเรียบร้อยแล้ว :D

บทความตอนนี้ถือเป็นตอนจบของบทความแบบไตรภาคของ "อนิจจังกับวัฎจักรธุรกิจสื่อสาร" ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาตลอด และหวังว่าจะได้รับการสนับสนุน Indy Investor Forum ต่อไปครับ (^ ^)

อนิจจังกับวัฎจักรธุรกิจสื่อสาร (2)


ในบทความตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวถืงถึง NOKIA ยักษ์ล้มแห่งทศวรรษมาแล้ว ในตอนนี้ผมขอพูดถึงคู่หู NOKIA บ้างทั้งคู่ประสบชะตากรรมไม่แตกต่างกันเท่าไร โดยสาเหตุของความถดถอยมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่หุ้นตัวที่ว่านี่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นได้ดีกว่ามากๆ

Research In Motion Limited (RIMM) พูดแค่ชื่อบริษัทคนอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกชื่อผลิตภัณฑ์รับรองร้องอ๋อกันทั้งเมือง RIMM เป็นผู้ให้บริการมือถือระบบ Blackberry ครับ รายนี้มาเร็วไปเร็วเข้าตลาดปี 1999 ราคาหุ้นไม่ไปไหนไกลจนปี 2003 ที่มือถือระบบ BB เป็นที่นิยมมากในอเมริกาเหนือในสมัยที่ระบบมือถือยังไม่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ทโดยสมบูรณ์ในปัจจุบัน BB ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดของการส่งข้อมูลระหว่าง USER ในอเมริกาเหนือกว่าครึ่ง ส่งผลราคาหุ้น RIMM วิ่งรวดเดียวจาก $US 2.50 ในปี 2003 ไปจุดสูงสุดแถวๆ $US 140 ในปี 2008 หุ้นขึ้นไป 56 เท่าในเวลาแค่ 5 ปี!!!

อย่างไรก็ดีบนความสำเร็จก็ก่อให้เกิดล้มเหลว RIMM ยังคงยึดติดกับความเป็นเจ้าตลาดที่ครอบครองข้อมูลการสื่อสารผ่านระบบผูกขาด (USER) ทุกคนต้องส่งข้อมูลผ่าน Database ของ RIMM เท่านั้น และละเลยการพัฒนา Feature และ Application ในด้านอื่นๆ หลังจากที่มือถือสามารถ Integrade เข้ากับ Internet ได้มากขึ้น ผู้ใช้มือถือก็ต้องการอะไรที่มากกว่าการรับ-ส่งข้อความ ทำให้เกิดการเติบโตของสิ่งที่ปัจจุบันเรียกกันว่า Application ขึ้น Apple ได้เปิดเกมรุกอย่างจริงจังโดยการจัดตั้ง App store เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนา Software ต่างๆได้พัฒนา Application ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด โดย Apple แค่ขอหักหัวคิวของคนที่เอา Application มาขายผ่าน Appstore เท่านั้น (คล้ายๆ 7-11 บ้านเราที่ขายที่ว่างคนชั้นวางของให้ Supplier มาขาย ต่างกันตรงที่ว่า 7-11 มีสาขาทั่วประเทศ 6276 สาขา แต่ Appstore มีสาขาเท่ากับจำนวนคอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่ต่อกับอินเตอร์เน็ตรวมกัน สเกลจึงต่างกันมาก)

เมื่อ Apple เปิด Appstore ส่วน RIMM ยังคงวุ่นวายกับการรักษาระบบ BB ให้มีความสเถียรมากที่สุด ผลลัพธ์จึงแตกต่างอย่างมหาศาลในระยะเวลาสั้นๆ Apple Inc. มีพันธมิตรมากมายเท่ากับจำนวน App developer ที่อยากจะรวยเร็วมาขายผ่าน App store ซึ่งพร้อมจะตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในทุกแง่มุม ส่วน RIMM ยืนหยัดอยู่อย่างโดดเดี่ยวกับพันธมิตรที่มีอยู่น้อยนิดและ Database ที่ภาคภูมิใจ จนในที่สุดความได้เปรียบของ BB ก็หมดไปเมื่อ App developer พัฒนา App ที่ติดต่อกันระหว่าง USER ได้ เช่น WhatsApp Line Viber ฯลฯ RIMM ก็ถึงตาจน เพราะ BB ส่งข้อความกันได้เฉพาะในเครือข่าย แถมต้องรู้ PIN อีกต่างหาก ส่วน WhatsApp Line ฯลฯ คุยกันได้ทุกเครือข่ายขอให้ต่อเน็ตเป็นใช้ได้ แถม Pin ก็ไม่ต้องใช้ App พวกนี้ดึงเบอร์มือถือจากเครื่องขึ้นมาให้หมด ประกอบกับระบบ 3G ทำให้คุณสามารถใช้เน็ตจากจุดใดก็ได้ในประเทศ iPhone จึงได้รับชัยชนะขั้นเด็ดขาดเหนือ BB และมือถือค่ายอื่นๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ราคาหุ้น RIMM หล่นวูบเดียวจาก $US 140 ในปี 2008 ลงมาเหลือ $US 13.2 ณ วันที่ 18 Apr 2012 ราคาหุ้นลดลงเหลือแค่ 1/10 ของจุดสูงสุด ที่น่าใจหายก็คือ RIMM ใช้เวลาแค่ 5 ปีวิ่งขึ้นไป 56 เท่า และก็ใช้เวลา 3 ปีกว่าร่วงลงมาเหลือแค่ 1 ใน 10 รวมวัฎจักรชีวิตของ RIMM จากรุ่งเรืองสู่เสื่อมถอยมันแค่ไม่ถึง 10 ปีเท่านั้นเอง!!!

เสน่ห์ของตลาดหุ้นก็คือมันพร้อมจะพาคุณเป็นเศรษฐีดีได้ในช่วงอีดใจ และสามารถส่งคุณไปเป็นขอทานได้ในเวลาอันสั้น บทเรียนตลาดหุ้นไม่ได้มีแค่ NOKIA และ RIMM เท่านั้น รุ่นพี่อย่าง OLYMPIA หรือ KODAK ก็เคยเดินในเส้นทางนี้มาแล้วทั้งนั้น ในระบบทุนนิยมผู้ชนะมีได้เพียงหนึ่ง (Winner take all) การเลือกหุ้นจึงควรพิจารณาอนาคตของอุตสาหกรรมให้ถ้วนถี่ อย่าคิดง่ายๆแค่ว่าหุ้นมันลงเดี๋ยวมันก็ขึ้น ท่านอาจต้องเสียใจกับความคิดง่ายๆเช่นนั้น

อนิจจังกับวัฎจักรธุรกิจสื่อสาร (1)



ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงเคยใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า 1 เครื่อง และหนึ่งในนั้นก็จะเป็นมือถือของค่าย NOKIA ไล่ตั้งแต่ กระดูกหมา NOKIA3310 NOKIA8250 ฯลฯ ครั้งหนึ่ง (เมื่อไม่นานมานี้) NOKIA เคยครองตลาดมือถือไปกว่าครึ่งโลก แต่...ทุกวันนี้ไม่แน่ใจว่าจะยังมีคนจดจำรุ่นมือถือของโนเกียที่วางขายในปัจจุบันได้มากน้อยเพียงใด
ผมเก็บเอาภาพนี้มาเตือนสตินักลงทุนให้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ต้องในรูปเป็นกราฟราคาหุ้นของ NOKIA ที่เคยรุ่นเรืองถึงขั้นประกาศตัวเองเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีการสื่อสารอันดับ 1 ของโลก

ปัจจุบัน NOKIA แทบไม่เหลือร่องรอยของอดีตอันยิ่งใหญ่เอาเสียเลย NOKIA พลาดกระแสการเติบโตของ Smart phone และ Tablet ไปอย่างสมบูรณ์ พวกเขาทุ่มเทกำลังทรัพย์ทั้งหมดไปกับการผลิตโทรศัพท์มือถือราคาต่ำที่ขายในตลาดล่าง และการพัฒนา OS ของ Smart Phone ที่ทั้งหมดได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ประสบความสำเร็จ กลยุทธ์การบริหารธุรกิจแบบคลาสิกที่ชื่อว่า การเป็นผู้ผลิตที่ต้นทุนต่ำที่สุด (The lowest cost producer) ไม่สามารถนำพา NOKIA ให้ประสบความสำเร็จได้ เพราะความนิยมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากการเลือกโทรศัพท์มือถือที่ราคาถูกใช้แค่โทรเข้ารับสายส่งข้อความ มาเป็นโทรศัพท์มือถือที่ราคาสูงขึ้นแต่มีประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล ภาพและเสียงมากกว่า ความทนทานของโทรศัพท์โนเกียก็ไม่ได้เป็นจุดเด่นอีกต่อไป เพราะผู้บริโภคนิยมการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน

เมื่อ Integration ระหว่างมือถือกับอินเตอร์เน็ต เจริญก้าวหน้ามากขึ้น การสื่อสารของมนุษยชาติก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นการสื่อสารที่ไม่ใช้เสียง (Non Voice communication) แต่สามารถเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า 1 คน เช่น Facebook หรือ WhatAapp เป็นต้น ส่งผลให้อดีตบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ไม่อาจก้าวตามเทรนด์ของเทคโลโลยีและการเปลี่ยนแปลงของความนิยมของผู้บริโภคประสบกับปัญหาอย่างหนักถึงขั้นที่ CEO ของ NOKIA ต้องส่งสารถึงพนักงานบริษัท NOKIA ว่า "เรากำลังจะตาย" เพื่อกระตุ้นให้พนักงาน ลุกขึ้นสู้กับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์

ราคาหุ้น NOKIA ปรับลดลงจากระดับสูงสุดเกือบๆ 40 เหรียญ เมื่อ 5 ปีก่อน เหลือเพียงประมาณ 4 เหรียญเท่านั้นในปัจจุบัน สวนทางการหุ้นที่ตามเทรนด์ตลาดทันอย่าง APPLE หรือ Facebook อย่างสิ้นเชิง ทุกวันนี้ S&P จัดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ที่ออกโดย NOKIA อยู่ในระดับ "ขยะ" นับเป็นความเจ็บปวดสำหรับอดีตยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจสื่อสารอย่างแท้จริง

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ซึ่งสอดคล้องกับไตรลักษณ์แห่งพุทธศาสนา เป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกหนีได้ วันหนึ่งข้างหน้าหุ้นยอดนิยมในปัจจุบันอาจเหลือเพียงความทรงจำก็ได้ หากบริษัทเหล่านั้นไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

ในฐานะนักลงทุนแล้วคุณสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ง่ายกว่าบริษัทเหล่านี้มากๆ คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนเป็นพันล้านเพื่อพัฒนาเทคโลยีใหม่ๆ ไม่ต้องเสียเงินเป็นสิบล้านวิจัยเทรนด์ความต้องการผู้บริโภค ไม่ต้องเสียเงินเป็นล้านๆจ้างผู้บริหารระดับเทพ คุณเพียงแต่ขายหุ้นของบริษัทไม่สามารถปรับตัวได้ออกไป และซื้อหุ้นของบริษัทที่ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ทันเท่านั้น ปล่อยให้หน้าที่การแก้ปัญหาเป็นเรื่องของผู้บริหารเงินเดือนหลักล้านไปเถอะ

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

เกร็ดน่ารู้แห่งแดนซากุระ


สืบเนื่องจากความประทับใจที่ได้ไปทริปสงกรานต์ที่ญี่ปุ่น เลยอยากเอาเกร็ดน่ารู้แบบขำๆของประเทศญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังซักหน่อย บางเรื่องผมก็เห็นมาด้วยตา บางเรื่องน้องชายผมที่เรียนที่ญี่ปุ่นมาซักพักมาเล่าให้ฟัง

1. ประเทศญี่ปุ่นมีประชากรประมาณ 130 ล้านคน มากเป็น 2 เท่าของไทย แต่มีเนื้อที่ประมาณ 72% ของประเทศไทย คนญี่ปุ่นเลยอยู่กันค่อนข้างแออัด โดยเฉพาะในกรุงโตเกียวที่มีประชากร 35 ล้านคน ส่วนใหญ่จะนอน"ทับ"กันเป็นชั้นๆ ในห้องแคบๆ

2. คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีวินัยและมีความซื่อสัตย์มากๆ ถ้าเห็นแซงคิวหรือวิ่งข้ามถนนตอนไฟแดง ให้ฟันธงไปเลย ไม่ไทยก็จีนมาเที่ยวแน่นอน ที่น่ายกย่องที่สุดคือเรื่องความซื่อสัตย์ ถ้าไปทานอาหารใน Food court ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแล้วหาที่นั่งลำบาก เด็กญี่ปุ่นเขาจองโต๊ะกันด้วย iPhone 4S หรือกระเป๋าสตางค์ Paul Smith ครับ กลับมาไม่มีหาย ถ้าเป็นเมืองไทยละก็หวานโจร แต่ผมก็ไม่แนะนำให้ท่านที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นทำทำเพราะท่านอาจไปเที่ยวในที่ๆคน ต่างชาติไปกันเยอะๆก็ได้ ทิ้งไว้ละก็เสร็จโจรแน่นอน =_=

3. คนญี่ปุ่นนิยมการเดินทางด้วยรถไฟทั้งบนดินและใต้ดิน รถไฟที่นี่ไปได้ทุกที่ในประเทศ ฉะนั้นอย่าแปลกใจถ้าสาวๆที่นี่ขาจะใหญ่กว่าสาวไทยซักเล็กน้อยเพราะเจ้าหล่อน เดินเยอะกว่าสาวไทยมากนัก

4. การเดินทางด้วยรถมีน้อยมากถ้าเทียบกับไทยทั้งๆที่รถญี่ปุ่นราคาถูกมาก (Toyota Prius รุ่นใหม่ที่เมืองไทยยังไม่มีราคาแค่ 240,000 บาทเท่านั้นเอง) สาเหตุเพราะรถที่ญี่ปุ่นมีอายุการใช้งาน 5 ปีเปลี่ยนไม่เหมือนรถไทยที่ขับกันไปจนกว่ามันจะพัง และค่าจอดรถที่ญี่ปุ่นแพงเวอร์ (เฉลี่ยในโตเกียวค่าจอดรถ 2 ช.ม. 760 บาท)

5. แท๊กซี่ที่ญี่ปุ่นจะต้องเป็น Toyota Crown เท่านั้น ผมสาบานได้ว่าผมเห็น Toyota Crown รุ่นที่หน้าตาเหมือนในหนังเรื่อง "ไอ้มดแดง" วิ่งพล่านในโตเกียวเต็มไปหมด ถึงแม้ว่ามันจะผ่านมาแล้วเกือบ 20 ปีก็ตาม

6. คนญี่ปุ่นถ้าไม่คอขาดบาดตายจะไม่นั่งแท๊กซี่เด็ดขาด เพราะค่าแท๊กซี่ที่ญี่ปุ่นแพงมากๆๆๆ (ระยะทาง 35 km ค่าแท๊กซี่ตามมิเตอร์ประมาณ 5000 บาท ถ้าไปรถไฟประมาณ 200 บาท) และขึ้นไปก็ไม่ได้เร็วกว่าเท่าไร เพราะรถมันติด

7. การพูดภาษาอังกฤษในฟังรู้เรื่องเป็นทักษะที่หาได้ยากมากในญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าคุณกำลังซื้อของจากเคาเตอร์เครื่องสำอางค์ในห้างดังกลางย่านชินจุ กุ ก็อย่าคาดหวังว่าพนักงานในร้านจะพูดภาษาอังกฤษกับคุณ และถึงเขาจะพูดภาษาอังกฤษคุณก็อย่าหวังว่าจะเข้าใจภาษาอังกฤษของคุณเธอได้ ง่ายๆ (โครงสร้างภาษาญี่ปุ่นไม่เอื้อในการออกเสียงภาษาอังกฤษ ซึ่งแตกต่างจากภาษาไทย) สงสัยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะไม่เยอะพอจะจูงใจให้ร้านส่งพนักงานไป เรียนภาษาอังกฤษ -_-

8. ถ้าคุณหลงทางในสถานีรถไฟที่ญี่ปุ่นคุณกำลังเจอกับปัญหาใหญ่เพราะคนที่ ญี่ปุ่นเดินเร็วมากจนไม่ค่อยสนใจคนที่ต้องการความช่วยเหลือ และถึงจะเจอคนที่อยากจะช่วยเขาก็ไม่พูดภาษาอังกฤษกับคุณอยู่ดี เจ้าหน้าที่สถานีก็มีน้อยมากและพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อยเท่านั้น ทางที่ดีก็กางแผนที่และอ่านป้ายเอานั่นแหละมันเขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือไม่งั้นก็ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นซะให้รู้แล้วรู้รอด

9. การแก้ผ้าอาบน้ำหมู่ของคนญี๋ปุนถือเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่นั่นเขามี "ออนเซ็น" ให้หนุ่มๆสาวๆไปแช่น้ำร้อน พูดคุย เฮฮากัน คนต่างชาติไปอาจจะเขินๆหน่อย ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นแล้วชิวๆ แต่ถ้าออนเซ็นรวมชาย-หญิง นี่ไม่เรียกปกตินะครับ ต้องเป็นโรงแรมชื่อดังจริงๆถึงจะมี

10. คนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการ "ดื่ม" เป็นชีวิตจิตใจไม่ว่าจะชายหรือหญิง ถ้าทำงานแล้วมันจะไปดื่มเบียร์คนละแก้วสองแก้วก่อนกลับบ้าน และมีวัฒนธรรมการ"สูบ"ทีน่าทึ่ง เกือบทุกถนนในโตเกียวจะมีตู้ขายบุหรี่ แต่ที่น่าตกใจคือสถิติคนญี่ปุ่นเป็นมะเร็งตับและมะเร็งปอดน้อยกว่าคนไทยมาก ไม่รู้ว่าบุหรี่เขาดีหรือเบียร์เขาแอลกอฮอลต่ำกว่าหรือเปล่า -_-

11. หนุ่มๆญี่ปุ่นถ้าทำงานแล้วจะแต่งตัวเนี๊ยบตลอดเวลา ทุกบริษัทพนักงานชายจะใส่สูทผูกไทด์กันหมด พอเลิกงานพี่แกก็จะไปดื่มต่อแบบใส่สูทเมาแอ๋นั่นล่ะ ไม่รู้จะเท่กันไปถึงไหน

12. สาวญี่ปุ่นนี่ต้องถือว่าใจเด็ดมากเพราะไม่ว่าอาการจะหนาวถึงขึ้นหิมะตก คุณเธอก็สามารถใส่มินิสเกริตโชว์เรียวขาขาวๆได้ Legging ก็ไม่ใส่ ถ้าเทียบกับหนุ่มไทยที่ใส่เสื้อเอสกิโมไปยื่นขาสั่นงกๆ แล้วนับว่าห่างชั้นมาก

13. ที่ญี่ปุ่นมีสไตล์การแต่งหน้ายอดนิยมที่เรียกกันว่า Kawaii Style เน้นรองพื้นให้หน้าขาววอก ตาโตๆ ขนตายาวๆ ปากเข้มๆ ดูแล้วเหมือนตุ๊กตา เรียกว่าแต่งกันกันเข้มถึงขนาดว่าไม่เหลือเค้าโครงหน้าเดิมให้จำกันได้เลย ที่เดียว มีคำพูดที่หนุ่มๆญี่ปุ่นชอบแซวว่า "เห็นตอนแก้ผ้า ไม่ตกใจเท่าเห็นตอนล้างหน้า" O.o

14. สาวญี่ปุ่นถ้าจะออกเดทกับหนุ่มไหนต้องคิดหนักเพราะธรรมเนียมปฎิบัติที่นี่ ถ้ายังไม่ตกลงเป็นแฟนกัน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการออกเดทจะออกกันคนละครึ่งแบบอเมริกันแชร์เลย ถ้าสาวฮอตคิดจะควงหนุ่มๆทีละ 3-4 คน ค่าใช้จ่ายก็จะบานไป 3-4 เท่าเหมือนกัน ต่างกับธรรมเนียมแบบไทยๆที่หนุ่มๆไทยมันจะโชว์ความ "ป๋า" จ่ายให้ตลอดทริป

15. สุดท้ายที่อยากบอกก็คือ ทั่วเมืองใหญ่ๆอย่างเช่น โตเกียว เกียวโต โอซาก้า เป็นต้น จะมีเขาวงกตที่อยู่ในตึกที่ว่ากันว่าถ้าชายได้หลงเข้าไปในเขาวงกตที่่ว่า แล้วมักจะหาทางออกมาไม่ได้ หรือถ้าออกมาได้ก็มักอยู่ในสภาพเจียนตายเลือดหมดตัว รายละเอียดเป็นอย่างไรไม่ขออธิบาย แต่เอาเป็นว่าหนุ่มๆเข้าใจกันดี เขาวงกตที่ว่านี้หาได้ง่ายมากเขียนเป็นป้ายติดไว้ที่หน้าตึกเลยก็มี เผื่อมีหนุ่มใดสมัครใจเสี่ยงตายเข้าไปลุยเขาวงกต

ก็เล่ากันมา หอมปากหอมคอนะครับ ผมก็เล่าไปขำไป อย่าไปซีเรียสอะไรกันมาก แต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมของตนเองครับ จะไปว่าเขาผิดเราถูกก็คงจะไม่ได้ ^_^

อุเบกขากับความเป็นผู้นำ


"I see, and say nothing" - Elizabeth I of England -

Queen Elizabeth I เป็นผู้นำที่เข้าหลักธรรม "อุเบกขา" มากที่สุดคนหนึ่งของโลก

Elizabeth เป็นผู้นำสูงสุดของอังกฤษได้นานถึง 44 ปี ทั้งๆที่เป็นยุคสมัยที่ผู้ชายมีอำนาจเหนือสตรีเพศอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งความเชื่อด้านศาสนาของนางที่เป็นโปรแตสแตนท์ก็ขัดกับพระสันตปาปา อย่างชัดแจ้ง (ซึ่งเป็นเหตุให้อังกฤษมีสัมพันธไมตรีกับประเทศอื่นๆในยุโรปได้ยาก) เบื้องหลังความมั่นคงของราชบัลลังค์ก็คือความจริงที่ว่า Queen Elizabeth เป็นผู้เชี่ยวชาญการรักษาสมดุลของอำนาจ (Balance of Power) ทั้งการรักษาสมดุลย์ของอำนาจระหว่างขุนขางของพระนางเอง และการรักษาสมดุลย์แห่งอำนาจระหว่างประเทศอย่างฝรั่งเศส สเปน และฮอลันดา จนสามารถนำอังกฤษเข้าสู่ยุคทอง (Gold Age) ที่สุดสมัยหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ

แม้ว่าวิถีชีวิต และวิธีการปกครองประเทศของพระนางจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในด้านลบจากนัก ประวัติศาสตร์บางท่านอยู่บ้าง ตามประสายุคสมัยที่การสื่อสารที่ดีที่สุดก็แค่การเขียนจดหมาย ไม่มี Social Network หรือรายการเล่าข่าว มาตีแผ่ความจริงให้ทุกคนได้ทราบอย่างปัจจุบัน แต่ Queen Elizabeth I ก็ถือได้ว่าเป็นผู้นำที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการบริหารและการปกครอง

ผู้นำที่ดีอาจไม่ใช่ผู้นำที่ครองอำนาจสูงสุด ขจัดฝ่ายตรงข้าม และกอบโกยผลประโยชน์เข้าหาพวกพ้องของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นผู้นำที่มีกุศโลบายในการโน้มน้าวในผู้ที่เกี่ยวข้องคล้อยตามและ เต็มใจที่จะปฎิบัติตามที่ตนต้องการโดยมี่ผลประโยชน์ร่วมกันที่จัดสรรกัน อย่างลงตัว

ผู้นำบางคนประสบความสำเร็จในการเข้าสู่อำนาจ แต่ขาดความชำนาญในการรักษาสมดุลแห่งอำนาจ อำนาจที่ตนมีก็สามารถเสื่อมถอยได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างก็มีให้เห็นอยู่ตามหน้าประวัติศาสตร์หลายๆประเทศ Queen Elizabeth I เป็นตัวอย่างของผู้บริหารที่ดีในการแบ่งบันสิ่งทีตนได้รับ จัดสรรผลประโยชน์ และสามารถรักษาอำนาจของตนให้ยืนยาวต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องใช้สิ้นเปลืองทรัพยากรไปกับการบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ ต้องฝืนใจ