วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ผิดที่สุดคือไม่รู้ว่าผิด
"We didn't do anything wrong, but somehow, we lost..."
"เราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เราก็ยังพ่ายแพ้"
ประโยคอมตะของ CEO ของ Nokia ในวันที่แถลงข่าวขายกิจการโทรศัพท์มือถือให้ Microsoft เมื่อปี 2013
ผม กลับคิดไม่เหมือนกับเจ้าของประโยคนี้ เพราะในความเห็นของผมแล้วสิ่งที่ Nokia ทำผิดพลาดที่สุดก็คือการที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดพลาดมาตลอด
ตั้งแต่ ปี 2007 ที่พวกเขาเป็นอันดับ 1 ในตลาดโทรศัพท์มือถือ พวกเขาทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขายึดติดกับการเป็นเบอร์หนึ่งจากการขาย Handset โดยมองไม่เห็นความสำคัญของ App base market อย่างที่ Apple และ Google มองเห็น
พวกเขามองข้ามความสำคัญของ Touch screen ซึ่งเป็น function ที่สำคัญมากสำหรับ Smart phone ด้วยเหตุผลที่ว่าฝ่ายพัฒนาของ Nokia คิดว่าผู้บริโภคจะไม่ชอบมัน
พวกเขาพยายามพัฒนา Symbian ที่พยายามทำทุกอย่างเอง แทนที่จะเปิดโอกาสให้นักพัฒนาโปรแกรมทั่วโลกช่วยกันพัฒนาอย่าง app store หรือ android market
พอรู้ตัวว่า OS ของตัวเองไปไม่รอดก็วิ่งไม่ขอร่วมกับ Android ในวันที่ตัวเองแทบไม่เหลือศักดิ์ศรีของยักษ์ใหญ่แล้ว แต่ก็ไม่รู้ตัว พอไม่ได้ดีลที่ตัวเองพอใจก็ปฎิเสธ Android ไปจับมือกับ Window moblie ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าสู้ ios กับ android ไม่ได้
พวกเขาไม่เคยมอง เห็นคู่แข่งที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่ามากจากจีนและอินเดียซึ่งค่อยๆมา แย่ง Market share มือถือในตลาดล่างไปทีละน้อยๆ
ที่ตลกร้ายก็คือผู้ บริหารของ Nokia ไม่เคยสำนึกว่าตัวเองทำอะไรผิดไป ยังคิดว่าตัวเองเป็นยักษ์ใหญ่ที่ทุกคนต้องคอยเอาใจเหมือนในอดีต ราคาหุ้น Nokia ร่วงติดดิน แต่ CEO ก็ยังออกสื่อบอกว่าบริษัทตัวเองไม่ได้มีปัญหาอะไรนักหนาได้หน้าตาเฉย กระทั่งจนนาทีสุดท้ายที่ถูกซื้อกิจการไปพวกเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำอะไรผิด
Stephen Elop CEO ของ Nokia ในช่วงปี 2010-2013 ได้รับการจัดอันดับจากหนังสือ “Operation Elop” เขียนโดยคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ Kauppalehti ใน Finland ให้เป็น "one of the world's worst CEO" จากผลงานการนำพาบริษัทมือถืออันดับ 1 ของโลก ซึ่งจ่ายภาษีให้รัฐบาล Finland ในสัดส่วน 25% สู่ความตกต่ำอย่างรวดเร็วในเวลาแค่ 2 ปี
ในยุคของ Elop รายได้ของ Nokia ลดลง 40% กำไรลดลง 92% ราคาหุ้น Nokia ลดลงจาก EUR 7.12 ในวันที่รับตำแหน่งลงไปเหลือ 1.44 ในสองปีให้หลัง จนกระทั่ง Microsoft มา Takeover ธุรกิจโทรศัพท์มือถือไปนั่นแหละ ราคาหุ้นถึงค่อยๆฟื้นขึ้นมาอยู่ที 7 เหรียญในปัจจุบัน
แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดสำหรับผู้ถือหุ้นของ Nokia คือ ในขณะที่พวกเขานั่งอมทุกข์ทนเห็นราคาหุ้นเตี้ยๆลง ตัว CEO เองกลับมี Compensation ที่สูงถึงปีละ 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และถ้าจะไล่เขาออกบริษัทต้องจ่ายชดเชยให้เขาสูงถึง 28 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเขาก็ได้รับเงินจำนวนนี้ทั้งหมดในวันที่ Microsoft ซื้อกิจการไป หลังจากโดนซื้อกิจการไปแล้วตัว Elop เองยังได้รับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงใน Microsoft อีกต่างหาก จนกระทั่งมาโดย Lay off ในเดือนกรกฎาคมปี 2015 นี้เอง
บทเรียนของ Nokia คงจะพอให้อะไรกับเราบ้างว่าธุรกิจไม่มีอะไรยั่งยืน ถ้าไม่โตก็ตาย ตามไม่ทันเพื่อนก็ตาย แข่งขันไม่ได้ก็ตาย ไม่ว่าจะเคยยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีผล
...ใดใดในโลก ล้วนอนิจจัง...
ที่มา:
http://www.theguardian.com/technology/2014/oct/08/nokia-stephen-elop-operation-new-book
วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
E-commerce vs Modern Trade : Epic battle of millennium (ตอนจบ)
ในตอนที่แล้วผมได้แนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักกับธุรกิจ E-commerce ทั้งประเภท Direct Sale Model (1P) และ Marketplace Model (3P) ไปพอสังเขปแล้ว (สำหรับผู้ที่สนใจอ่านบทความตอนแรกสามารถติดตามได้ที่ (http://indyinvestorforum.blogspot.com/) ตอนนี้เราจะมาเปรียบมวยระหว่าง E-commerce (ขอเรียกสั้นๆว่า E) กับ Modern Trade หรือที่ฝรั่งรู้จักกันในชื่อ Brick & Mortar (ขอเรียกสั้นๆว่า MT แล้วกัน) ว่าดูหน่วยก้านแล้วใครจะได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร โดยวิเคราะห์ตามลักษณะการประกอบธุรกิจ ต้นทุนการประกอบธุรกิจ ข้อจำกัดของธุรกิจ และโอกาสเติบโตในอนาคตต่างๆ ได้ดังนี้
ต้นทุนการลงทุน (Investment cost)
ในเชิงโครงสร้างต้นทุนการลงทุน E ได้เปรียบ MT อย่างเห็นได้ชัด เพราะต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีกแบบโมเดรินด์เทรดจะเป็นที่ดินและค่าก่อสร้าง ในขณะที่ต้นทุนหลักๆของ E ประเภท 3P ต้องการเพียงพื้นที่บน Cyberspace และ Server ที่ดีๆซักหน่อยแค่นั้นเอง หากเป็น 1P อาจมีต้นทุนด้านขนส่งสินค้าเพิ่มเติม ซึ่งหากลองเปรียบเทียบเงินทุนที่ต้องเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของยอดขายจะเห็นได้ว่า E ได้เปรียบอย่างมากเพราะการขยายสาขาของ MT จำเป็นจะต้องหาทำเล ซื้อที่ดิน ก่อสร้าง และมีต้นทุนการประชาสัมพันธ์ ในขณะที่การเพิ่มผลิตภัณฑ์และช่องทางจำหน่ายของ E ก็แค่เพิ่มประสิทธิภาพและจัดหมวดหมู่ของเวปไซด์ ซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำมากจนแทบจะเป็นศูนย์
กรณี 1P model ก็จะต้องลงทุนในโกดัง รถและพนักงานขนส่งเพิ่มเติมตามการขยายของธุรกิจ ซึ่งหากธุรกิจใหญ่ขึ้นก็จะทำให้ต้นทุนที่ต้องการเพิ่มเติมลดลงตาม Economy of scale คิดง่ายๆว่าการทำเลสร้างโกดังและจุดกระจายสินค้าย่อมง่ายและประหยัดกว่าการหาทำเลตั้งสาขา model trade แน่นอน ยิ่งหากพิจารณาถึงแนวโน้มในอนาคตจะยิ่งแตกต่าง เพราะราคาที่ดินโดยเฉพาะที่ทำเลดีๆ และค่าก่อสร้างมีแต่จะสูงขึ้นทุกๆปี ในขณะที่ราคาและประสิทธิภาพของ Hardware มีแต่จะดีขึ้น ความจุมากขึ้น รวดเร็วขึ้น และราคาถูกลงทุกๆปี นอกจากนี้แนวโน้มในอนาคตประสิทธิภาพการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต จำนวนผู้ใช้อินเตอร์และสมาร์ทโฟน จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับกลุ่ม E เต็มๆ โดยที่ E ไม่จำเป็นต้องลงทุนเองเสียด้วยซ้ำ
ส่วนประเด็นเรื่อง Logistic ก็เช่นกัน ต้นทุนการขนส่งต่อกิโลเมตรมีแนวโน้มจะถูกลงตามการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลประเทศต่างๆ ซึง E ก็ได้รับประโยชน์จากเงินลงทุนของคนอื่นอีกเช่นเดิม ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันมีโครงการขนส่งสินค้าโดยใช้หุ่นยนต์ซึ่งพัฒนาโดย Google ชื่อ Google wing project บินไปส่งถึงหน้าบ้านด้วยระบบ GPS โครงการนี้อยู่ในระหว่างการทดสอบ และ Google คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2017 ถ้าโครงการนี้สำเร็จและสามารถนำใช้งานได้ในวงกว้างจะทำให้ข้อจำกัดด้านการขนส่งของ E แทบจะหมดไปและทำให้ E มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างธุรกิจเหนือว่า MT อย่างมหาศาล
ต้นทุนการดำเนินงาน (Operating cost)
ในเชิงโครงสร้างต้นทุนการดำเนินงาน E ก็ยังได้เปรียบ MT อีกนั่นแหละ ลองดิดดูว่าทุกๆสาขาที่เพิ่มขึ้นของ MT จะต้องมีพนักงานขาย พนักงานบัญชี พนักงานเช็คสต็อก พนักงานทำความสะอาด บางทีก็มีพนักงานส่งของเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่ E แทบจะไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นเลยสำหรับ 3P และหากเป็น 1P ก็จะมีพนักงานส่งของ และจัดการสต๊อกเพิ่มขึ้น แต่พนักงานส่วนอื่นๆก็ไม่จำเป็นมากนัก ต้องไม่ลืมว่าค่าแรง เงินเดือน และสวัสดิการพนักงานมีแต่จะสูงขึ้นทุกๆวัน ยิ่งนานวัน E ยิ่งได้เปรียบ
ในด้านประสิทธิภาพการทำโปรโมชั่นและการโฆษณา E ก็ได้เปรียบ MT การทำโปรโมชั่นบนเวปไซด์นั้นมีประสิทธิภาพกว่าการประชาสัมพันธ์ของ MT มาก ทำบนเวปไซด์ตัวเอง ผ่านทาง E-mail หรือ Social network ครั้งเดียวลูกค้าทั้งโลกเห็นเหมือนกันหมด Loyalty program ก็สามารถมาทำได้ง่ายกว่า ลูกค้าไม่จำเป็นต้องพกบัตรสมาชิก สะสมแสตมป์ กระทั่งไม่ต้องบอกรหัสสมาชิก เลขบัตรประชาชนหรือเบอร์โทรศัพท์ ขอเพียง Login เข้าไปซื้อสินค้าทุกอย่างจะอัตโนมัติบนเวปไซด์ แต้มสะสมแสดงบนหน้าจอพร้อมใช้คะแนนสะสมแลกสิทธิพิเศษได้ทันที ประวัติการซื้อสินค้าสามารถเรียกดูย้อนหลังได้ได้ ในแง่นี้ Loyalty ของลูกค้าบนระบบ Online ย่อมสร้างได้ง่ายกว่า
การแข่งขันด้านราคา (Pricing)
เนื่องจากต้นทุนการเนินธุรกิจต่ำกว่ามาก E จึงสามารถเสนอขายสินค้าเหมือนกันในราคาที่ถูกกว่า MT ได้มากเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาซื้อสินค้า online โดยส่วนใหญ่แล้ว E จะเสนอขายสินค้าด้วยราคาที่ต่ำกว่า MT ประมาณ 10-20% ในหลายๆกรณีจะพบว่าผู้บริโภคมักจะเดินดู เปรียบเทียบ ขอคำแนะนำ และทดลองสินค้าที่ MT แต่กลับไปซื้อชิ้นเดียวกันนี้กับ E แทน กลายเป็นว่าการลงทุนทำหน้าร้านและการจ้างพนักงานขายของ MT กลายเป็นหน้าร้านและสนับสนุนการขายให้กับ E ไปเสียอย่างนั้น พฤติกรรมนี้จะพบเห็นได้บ่อยมากในประเทศจีนที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคาสินค้าเป็นสำคัญ
ความหลากหลายของสินค้า (Product range)
เนื่องจาก E ไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่หน้าร้านและสต๊อกของสินค้าตัวอย่างแต่ละสาขาเหมือน MT E จึงสามารถแสดงสินค้าให้ลูกค้าเลือกได้อย่างไม่มีข้อจำกัด โดยปกติจำนวนรายการสินค้าที่เสนอขายผ่าน MT อาจจะมีจำนวนได้มากถึง 5 หมืน ถึง 2 แสน SKU (Stock keeping unit) แต่ E สามารถเสนอขายสินค้าได้มากกว่านั้นมาก เช่น Alibaba สามารถเสนอขายสินค้า online ได้มากถึง 24 ล้าน SKU ในปี 2014 และยังสามารถเพิ่มขึ้นได้แบบไม่มีข้อจำกัด ปัจจุบันสินค้าที่เสนอขายบน E ไม่ได้มีแต่สินค้าชิ้นใหญ่ๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น สินค้าจำพวกกระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอางค์ เฟอร์นิเจอร์ อาหารแห้ง ซอส หรือกระทั่ง ผักสดหรือเนื้อสัตว์ ก็มีขาย Online ทั้งนั้น แถมถ้าอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง นิวยอร์ก หรือชิคาโก้ ยังมีบริการรับประกันการจัดส่งใน 24 ชั่วโมงด้วย ในแง่ของความหลากหลายของสินค้า E ก็ดูจะกินขาด
ความสะดวกในการเข้าถึง (Accessibility)
ปัจจุบันผู้บริโภคสินค้าทุกชนิดมีแนวโน้มจะชอบความสะดวกสบายมากขึ้น การซื้อสินค้า online สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ 24 ชั่วโมง ระหว่างโดยสารรถไฟฟ้าไปทำงานยืนเซ็งๆก็หยิบมือถือมากดซื้อรองเท้า ทำงาน เบื่อๆก็ยกมือถือมากดซื้อเครื่องสำอางค์ ก่อนกลับบ้านก็ยกมือถือมาซื้อหมูซื้อผักมาเตรียมทำกับเข้า ก่อนนอนก็หยิมมือถือมาดูเห็นเสื้อผ้าลดราคาก็ซื้อแล้วจ่ายเงิน Online พอเช้าวันรุ่งขึ้นสินค้าก็มาส่งถึงหน้าบ้านใส่ออกงานได้พอดี ทุกอย่างง่ายดายกว่าการต้องเดินทางไปห้าง ฝ่าฝนตก รถติด ตบตีแย่งชิงกับกองทัพแม่บ้านเพื่อซื้อสินค้าลดราคาตามงาน Grand sale ต่างๆ มากนัก การตัดสินใจซื้อก็ง่ายมาก แค่กดคลิ๊กสินค้าที่อยากซื้อ กดคลิ๊กอีกทีเพื่อยืนยันการชำระเงิน สองคลิ๊กแค่นี้เองใช้เวลารวมกันไม่เกิน 2 วินาที ถ้าไปซื้อที่ MT ก็ต้องเดินไปแผนกขายสินค้า หยิบของใส่ตะกร้า เดินไปจ่ายเงิน ต่อคิว ควักเงินสดหรือบัตรเครดิตขึ้นมาจ่าย จะเห็นว่ากระบรวนการหลังจากตัดสินใจซื้อไปจนถึงชำระเงินมันหลายขั้นตอน ระหว่างนี้ผู้ซื้อสามารถเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา ในด้านความสะดวกสบาย E ก็ยังได้เปรียบอยู่มาก
ฐานข้อมูลลูกค้า (Customer Data Base)
ผมคิดว่าความได้เปรียบที่มีความสำคัญมากที่สุดของ E ที่มีเหนือกว่า MT อย่างที่เทียบกันไม่ได้ คือ ฐานข้อมูลของลูกค้า MT อาจสามารถเก็บข้อมูลได้ว่าสินค้าชนิดไหนขายดีที่สาขาไหน ในช่วงเวลาไหน มียอดใช้จ่ายต่อบิลเท่าไร แต่ MT ไม่มีทางจะรู้เลยว่าผู้ซื้อสินค้าเป็นใคร อยู่ที่ไหน ซื้อบ่อยแค่ไหน ในทางตรงข้าม E รู้ทุกอย่างที่ MT ไม่รู้ เมื่อคุณ Sign Up และซื้อสินค้าผ่าน E E จะรู้หมดว่าคุณเป็นใคร ชื่ออะไร นามสกุลอะไร อายุเท่าไร เกิดวันไหน อยู่ที่ไหน ชอบซื้อสินค้าอะไร ยี่ห้อไหน ซื้อจำนวนเท่าไร ซื้อเวลาไหน ซื้อแล้วส่งของไปที่ไหน ส่งของให้ใครเป็นคนรับ จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตอะไร ใช้บัตรอยู่กี่ใบ ข้อมูลทุกอย่างจะอยู่ในฐานข้อมูลของบริษัท E ทั้งหมด แถมข้อมูลเหล่านี้ยังได้รับการอัพเดททุกครั้งที่คุณซื้อสินค้าผ่าน E
ข้อมูลลูกค้าเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากสามารถนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อเสนอขายสินค้าและบริการ หรือกระทั่งเสนอโฆษณาที่ตรงใจตอบโจทย์ลูกค้า และจะยิ่งได้เปรียบเมื่อบริษัท E เสนอบริการอย่างอื่นด้วย เช่น บริการด้านการเงิน บริการด้านการลงทุน บริการด้านสุขภาพ เป็นต้น ลองนึกดูว่าบริษัทใหญ่ๆอย่าง Amazon Ebay Alibaba หรือ JD มีฐานข้อมูลของลูกค้าอย่างระเอียดหลักร้อยล้านราย พวกเขาสามารถหาประโยชน์จากมันได้มากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันบริษัท E ก็เริ่มขยายธุรกิจออกไปเสนอบริการด้านต่างๆด้วย ทั้งบริการด้านบันเทิง (Video on demand การจองตั๋วหนัง) บริการด้านการเดินทาง (จองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม จองรถ) บริการด้านสุขภาพ (Fitness บริการทางการแพทย์) บริการด้านการเงิน (เงินกู้ส่วนบุคคล ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันภัย) จะมีบริษัทใดที่มีความได้เปรียบด้านฐานข้อมูลลูกค้ามากกว่าพวกเขาอีก ผมยังเกรงอยู่ลึกๆว่าธุรกิจ E จะแปลงสภาพตัวเองเป็นบริษัท Holding company ที่ทำธุรกิจผูกขาดกินรวบไปทุกอุตสาหกรรมในอนาคตอันไกลออกไป
อันที่จริงธุรกิจ MT ก็ยังมีความได้เปรียบอีกในหลายด้าน เช่น ผู้บริโภคมักจะสบายใจกว่าในการซื้อสินค้ากับผู้ขายที่สามารถเจอหน้าเจอตาได้ การให้บริการหลังการขายที่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้ดีกว่า การให้คำแนะนำลูกค้าอย่างเป็นมิตร การ Customize การให้สำหรับลูกค้าแต่ละราย หรือการเสนอบริการเสริมต่างๆหรือการทำโปรโมชั่นที่ไม่ใช้ด้านราคา เช่น การจัดคอร์สอมรมสอนการถ่ายภาพสำหรับบริษัทขายกล้องดิจิตอล เป็นต้น อย่างไรก็ดีผมคิดว่าความได้เปรียบของ MT จะดูมีนัยสำคัญน้อยลงทุกวัน เพราะ E เองก็มีเครื่องมือในการรับมือกับความได้เปรียบของ MT มากขึ้น เช่น การประกันการจัดส่งใน 24 ชม การรับประกันความพอใจคืนเงินได้ใน 7 วันแบบไปรับของถึงบ้าน การจัด rating ของผู้ขาย Online และการเปิดให้ลูกค้าได้ Comment คุณภาพการขาย การจัดส่ง และการให้บริการของผู้ขายแต่ละราย (ในกรณีที่เป็น 3P) เป็นต้น ผมจึงไม่แน่ใจว่าความได้เปรียบของ MT จะยังคงอยู่ในระยะยาวหรือไม่ เมื่อการซื้อของ Online เริ่มเข้ามาสู่ชีวิตประวันของผู้คนมากขึ้น Amazon เปิดเผยว่าพวกเขามีลูกค้าที่เข้ามาคลิ๊กดูสินค้าเป็นประจำกว่า 250 ล้านราย และในจำนวนนี้จะซื้อของ online ผ่านพวกเขาอาทิตย์ละ 1 ชิ้นโดยเฉลี่ย ที่สุดแล้วบางที Modern trade ในวันนี้อาจกลายเป็น Traditional trade ในวันข้างหน้าก็ได้
โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่า E-commerce มีความได้เปรียบเหนือ Modern trade พอสมควรดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในระยะยาวการเติบโตของธุรกิจ E น่าจะโดดเด่นไปอีกหลายปีตามการเพิ่มขึ้นของการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและการใช้ Smartphone ทั่วโลก รวมถึง Urbanization และการพัฒนาด้านระบบคมนาคมขนส่ง จะเป็นตัวสนับสนุนการเติบโตของ E-commerce โดย Deloitte ได้ทำการประเมินว่าสัดส่วนของ E-commerce ต่อปริมาณการค้าในปัจจุบันอยู่ในสัดส่วน 10% ของการซื้อขายทั้งหมด จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ภายในปี 2025 ซึ่งโดยลักษณะของธุรกิจบน Internet ที่เป็นแบบ Winner take all แล้วเราอาจะได้เห็นบางบริษัทสามารถมีอำนาจเหนือการค้าข้ามพรมแดนทั่วโลกได้ใน 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า ซึ่งก็ไม่นานเกินรอที่เราจะได้เห็นกัน
...แล้วโลกจะเปลี่ยนไปตลอดกาล...
ผมไม่ได้พยายามบอกว่าคุณควรจะไปเปิดบัญชีซื้อหุ้นบริษัท E-commerce ในทันที เพราะบริษัท E-commerce หลายบริษัทก็ซื้อขายกันบนความคาดหวังล่วงหน้าไปหลายปี บางบริษัทซื้อขายกันที่ P/E เกิน 100 เท่า บางบริษัทมี Market Cap ใหญ่กว่า ปตท ทั้งๆที่ไม่เคยมีผลกำไรเลยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทที่ดีกับหุ้นที่ดีบางทีมันก็เป็นคนละเรื่องกัน (Good Company ≠ Good stock) และผมก็ไม่ใช่โบรคเกอร์ของคุณ ผมไม่ได้คอมมิชชั่นจากคุณ ไม่ได้มีส่วนกับกำไรหรือขาดทุนของคุณ ที่ผมนำเสนอมาทั้งหมดเป็นเพียงแนวคิดที่ได้จากการสังเกตเพื่อเป็นอาหารสมองสนุกๆเท่านั้น ถ้าใครสนใจจะซื้อหุ้นกลุ่ม E-commerce ก็ควรจะศึกษาธุรกิจเพิ่มเติม และพิจารณาเรื่อง Valuation กันเอาเอง หรืออาจจะปรึกษาโบรกเกอร์ของคุณก็ได้
งานเขียนฉบับนี้เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนซึ่งอาศัยข้อสังเกตและประสบการณ์ส่วนตัวในตลาดทุนเท่านั้น ไม่มีงานวิจัยใดๆสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวของผู้เขียน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน อนึ่ง ผู้เขียนแสดงทัศนะในบทความนี้ในเชิงส่วนตัวไม่ได้แสดงความเห็นแทนบริษัท คณะบุคคล มูลนิธิหรือองค์กรใดๆ และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำการลงทุน หรือเพื่อการซื้อขายใดๆทั้งสิ้น
Written by
Indy Investor Forum
11 พฤศจิกายน 2558
วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
E-commerce vs Modern Trade : Epic battle of millennium (1)
เมื่อประมาณกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Wal-Mart Stores, Inc. (WMT) ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ซึ่งสร้างความแตกตื่นให้กับนักลงทุน และทำให้ราคาหุ้นตกลงทันทีที่เปิดตลาดกว่า 10% นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติของหุ้นบริษัทค้าปลีกอันดับหนึ่งของโลก สาเหตุเพราะ WMT ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ต่ำกว่าที่คาดและปรับลดประการยอดขายและกำไรล่วงหน้าไปถึงปี 2020 โน่น เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะ WMT ได้รับผลกระทบจาการทำธุรกรรมซื้อขายกันแบบ Online ภาพดังกล่าวทำให้เห็นถึงการวัดรอยเท้าของธุรกิจรุ่นน้องจำพวก E-commerce (ขอเรียกสั้นๆว่า E) ที่เข้ามาท้าทายธุรกิจครองโลกรุ่นพี่อย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีกแบบ Brick and mortar หรือที่เรียกว่า Modern Trade ที่เรารู้จักกัน (ขอย่อสั้นๆว่า MT แล้วกัน)
แล้ว E-commerce คืออะไรล่ะ?
E-commerce คือรูปแบบการทำธุรกิจสมัยใหม่ที่ไม่ต้องพิ่งหน้าร้าน ทุกอย่างซื้อขายจ่ายเงินกัน Online บนเวปไซด์ หรือ Application สินค้าก็ส่งถึงบ้าน หลายๆท่านอาจจะคุ้นเคยและมีประสบการณ์กันบ้างแล้วจากเวปดังๆ อย่าง www.lazada.co.th หรือ www.itruemart.com เป็นต้น ก่อนจะเข้าไปเปรียบมวยของ E กับ BM ผมจะขออธิบายในรายละเอียดเสียหน่อยสำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคย ธุรกิจได้เข้าใจตรงกัน
ธุรกิจ E-commerce มีด้วยกัน 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
Direct sales model หรือ 1P model
โมเดลนี้ E-commerce จะเป็นผู้ขายโดยตรงให้กับผู้ซื้อ โดยจะซื้อสินค้ามาจากผู้ผลิต มาสต๊อกของไว้แล้วขายให้กับผู้ซื้อผ่านทางเวปไซด์ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ โดยการส่งสินค้าให้ผู้ซื้อส่วนมากจะส่งด้วยระบบ logistic ของตัวเองเพื่อเป็นการรับประกันคุณภาพการจัดส่งสินค้า แต่ก็อาจว่าจ้างบริษัทขนส่งมาจัดการแทนก็ได้ในบางกรณี
รายได้หลักของ 1P จะมาจากยอดขายสินค้าที่ขายได้ และกำไรจะมาจากส่วนต่างของราคาที่ซื้อมากับราคาขายให้กับผู้ซื้อเหมือนอย่างธุรกิจค้าปลีกปกติ โมเดล 1P จะเป็นการตัดพ่อค้าคนกลางทั้งค้าส่ง และค้าปลีก ออกไปจากลูปการกระจายสินค้า ทำให้ประสิทธิภาพการกระจายสินค้าสูงมาก แต่ก็แลกมาด้วยต้นทุนที่ E-commerce จะต้องสร้างโกดัง สต๊อกสินค้าเอง บริหารจัดการ Logistic เองทั้งหมด
ตัวอย่างของผู้ประกอบการที่เน้นโมเดลแบบ 1P นี้ก็เช่น Amazon (AMZ) ของอเมริกา และ JD (JD) ของจีน
Marketplace model หรือ 3P model
โมเดลนี้ E-commerce จะทำหน้าที่เป็นคนกลางให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกัน โดยทำเวปไซด์หน้าร้านให้ผู้ขายหลายๆรายเข้ามาวางสินค้า และให้ผู้ซื้อเข้ามาเลือกซื้อตามอัทยาศัย เปรียบเสมือนเป็นเจ้าของตลาดนัดให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกัน โดยการจัดส่งสินค้าจะเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่จะจัดส่งสินค้าให้ผู้ซื้อเองโดยตรง E-commerce อาจมีบริการเสริมช่วยเหลือทั้งผู้ขาย ให้ขายสินค้าง่ายขึ้น เช่น กำหนดหมวดหมู่ของสินค้า ทำโฆษณาสินค้ายอดนิยม หรือสินค้าราคาลดพิเศษ เป็นต้น แน่นอนว่าบริการพิเศษเหล่านี้ย่อมต้องเก็บค่าธรรมเนียมเป็นธรรมดา ในขณะเดียวกันก็อาจปกป้องผู้ซื้อด้วยการจัดระบบ Rating ของผู้ขาย หรือจัดให้มีระบบรับประกันความพอใจ คืนเงินได้ใน 7 วันเป็นต้น นอกจากนี้ E-commerce ยังอาจทำตัวเป็นคนกลางในการชำระเงิน (Settlement agent) เพื่อให้ทั้งผู้ซื้อมั่นใจว่าจ่ายเงินแล้วจะได้ของ ในขณะที่ผู้ขายมั่นใจว่าส่งของแล้วจะได้ตังค์
รายได้หลักของ 3P จะมาจากค่าคอมมิชชั่น และค่าโฆษณา โดยค่าคอมมินชั่นที่เรียกเก็บจากผู้ขายอาจคิดเป็นส่วนแบ่งรายได้ต่อการขายแต่ละครั้ง และค่าวางสินค้าเหมือนที่บริษัทโมเดิร์นเทรดเรียกเก็บค่าแรกเข้าและค่าวางสินค้าบนหิ้งในห้างร้าน ส่วนค่าโฆษณาที่เรียกเก็บจากผู้ขาย อาจอยู่ในรูปแบบการเรียกเก็บแบบโฆษณาปกติที่ Pop-up หรือแป๊ะไว้ตามหน้าจอของเวป ซึ่งอาจเก็บเหมาจ่าย (Advertise cost) หรือเก็บตามจำนวนคนที่คลิ๊กเข้าไปดูสินค้าก็ได้ (Cost per click) หรืออาจมีเรียกเก็บในลักษณะ Keyword Search เช่น ถ้าผู้ซื้อเลือกค้นหาสินค้าประเภทใด ใครจ่ายค่าโฆษณาแบบ Keyword search เยอะจะถูกแสดงขึ้นมาก่อน Keyword Search นี้จะเป็นไปในลักษณะของการประมูล ซึ่งจะการเรียกเก็บในลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติของธุรกิจ Search Engine เช่น Google หรือ Yahoo
โมเดล 3P นี้จะทำตัวเป็นคนกลางให้เกิดการซื้อขาย โดยสนับสนุนในด้านต่างๆ และสร้างรายได้จ่ายการให้บริการนั้น เช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ในบางกรณี 3P อาจให้บริการด้าน Logistic ด้วย เช่น มีโกดังในผู้ขายเช่าเพื่อเก็บสินค้าที่จะขาย online หรืออาจเป็นคนจัดหา Logistic partner ให้กับผู้ขายส่งสินค้า หรืออาจให้บริการด้านคำแนะนำเส้นทางการจัดส่งสินค้าให้ Logistic partner เป็นต้น
ตัวอย่างของผู้ประกอบการที่เน้นโมเดลแบบ 3P เช่น Ebay (EBAY) ของอเมริกา และ Alibaba (BABA) ของจีน
แล้วโมเดลไหนมันดีกว่ากันล่ะ? คำตอบก็คือ ไม่รู้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข
1P มีความได้เปรียบที่สามารถบริการผู้ซื้อได้ดีกว่า เพราะควบคุมเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกสินค้ามากจำหน่าย เลือก Supplier ด้วยตัวเอง บริหารสต๊อกและจัดส่งสินค้าด้วยตัวเอง ทำให้ความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าและคุณภาพการบริการลูกค้าสูงกว่า 3P มาก และยังสามารถกำหนดกำไรขั้นต้นของการขายสินค้าเองด้วยเนื่องจากเป็นผู้กำหนดราคาขายเอง ในขณะที่ผู้ซื้อก็มีความมั่นใจมากกว่าที่จะซื้อโดยตรงกับบริษัท E-commerce ซึ่งคัดสรรสินค้าชั้นดีมีคุณภาพมาให้แล้ว ทำให้ 1P มีความได้เปรียบในสินค้าที่มีราคาต่อหน่วยสูง มีความเป็นมาตรฐาน และเน้นคุณภาพ เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี 1P มีข้อเสียเปรียบอย่างมากที่จะต้องใช้เงินทุนจำนวนมากกว่ามากในการสร้างหรือเช่าโกดัง สต๊อกสินค้า บริหารจัดการการขนส่ง มีรถของตัวเอง จ่ายค่าน้ำมันเอง เมื่อเปรียบเทียบกับ 3P ที่เป็นแค่เจ้าของเวปไซด์ เป็นคนกลางเก็บค่าคอมมิชชั่น ค่าโฆษณา และค่าบริการต่างๆ ทำให้ 3P มีข้อได้เปรียบในสินค้าที่หมวดที่มีความหลากหลายมากๆ เช่น สินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ และสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น
ในความเป็นจริงแล้วบริษัท E-commerce ก็อาจจะดำเนินธุรกิจทั้งสองโมเดลก็ได้ เช่น Lazada ก็มีให้บริการทั้งแบบที่ขายเองโดยตรง และเปิดช่องทางให้ผู้ขายรายอื่นเข้ามาขายเสริม หรือกระทั่งขายแข่งกับตัวเอง เป็นการเพิ่มช่องทางให้กับผู้ซื้อในกรณีที่ตัวเองไม่อยากสต๊อกสินค้าทุกประเภท หรือสต๊อกสินค้าของตนมีจำกัด
จริงๆแล้ว E ยังมีรูปแบบการทำธุรกิจอื่นๆที่แตกต่างออกไปอีก เช่น จองโรงแรม จองตั๋วเครื่องบิน และอื่นๆอีกสารพัด เช่น www.agoda.co.th หรือ www.expedia.co.th เป็นต้น ซึ่งถ้ามีเวลาผมคงจะได้กล่าวถึงธุรกิจที่เรียกว่า online to offline นี้ในโอกาสต่อๆไป
มาถึงตอนนี้ผมได้อธิบายธุรกิจ E-commerce ให้ฟังพอสังเขปแล้ว แล้วอนาคตของสงครามแห่งศตวรรษ ซึ่งเป็นจุด Climax ของบทความนี้ล่ะจะเป็นอย่างไรต่อไป
แต่น แต่น แต้นนนนนนนน
โปรดติดตามในตอนต่อไป นะครัช :P
งานเขียนฉบับนี้เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนซึ่งอาศัยข้อสังเกตและประสบการณ์ส่วนตัวในตลาดทุนเท่านั้น ไม่มีงานวิจัยใดๆสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวของผู้เขียน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน อนึ่ง ผู้เขียนแสดงทัศนะในบทความนี้ในเชิงส่วนตัวไม่ได้แสดงความเห็นแทนบริษัท คณะบุคคล มูลนิธิหรือองค์กรใดๆ และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำการลงทุน หรือเพื่อการซื้อขายใดๆทั้งสิ้น
Written by
Indy Investor Forum
9 พฤศจิกายน 2558
วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ตลาดหุ้น? โรงละครแห่งความฝัน?
เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ให้คำแนะนำนักลงทุนหน้าใหม่ท่านหนึ่ง เขามาปรึกษาเรื่องพอร์ทหุ้นที่กำลังขาดทุนอยู่ ผมลองมองดูพอร์ตของเขาแล้วพบว่าเต็มไปด้วยหุ้นขนาดเล็กที่มี Story ของการเก็งกำไรแฝงอยู่เกือบทั้งหมด สอบถามได้ความว่าได้รายชื่อหุ้นมาจากเพื่อนๆที่เล่นหุ้นแล้วได้กำไรกัน เลยลองมาเล่นตามแต่ตัวเองยังติดดอยอยู่ ผมจึงให้คำแนะนำว่าความถนัดในการเล่นหุ้นแต่ละคนมีความแตกต่างกันมาก ลงทุนหุ้นตัวเดียวกันคนนึงอาจได้กำไรส่วนอีกคนอาจขาดทุนก็ได้ ซึ่งถ้าดูจากพฤติการณ์การลงทุนที่ลองสัมภาษณ์ดูแล้ว ผมเชื่อลึกๆว่าเขาไม่เหมาะกับการเล่นหุ้นเก็งกำไรเอามากๆ น่าจะลองศึกษาแนวทางลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่อาจกำไรช้าหน่อยแต่ชัวร์ว่ารักษาเงินต้นไว้และเติบโตอย่างสม่ำเสมอจะดีกว่า จึงแนะนำหนังสือลงทุนด้านคุณค่าให้เขาหลายเล่ม รวมทั้งคอร์สอบรมที่น่าสนใจ ซึ่งเขาก็รับปากว่าจะนำไปศึกษาอย่างถี่ถ้วน
เวลาผ่านไปสองสามเดือน นักลงทุนท่านเดิมกลับมาปรึกษาผมเรื่องติดดอยเหมือนเดิมอีก ผมลองสอบถามพอร์ตหุ้นของเขาพบว่าเปลี่ยนไปมาก แต่ยังคงเป็นพอร์ตลักษณะเดิมที่ยังเน้นหุ้นขนาดเล็กเก็งกำไรอยู่ดี แถมขาดทุนหนักกว่าเดิมอีก ผมจึงสอบถามว่าเหตุใดไม่ลองศึกษาแนวทางลงทุนเน้นคุณค่าดูบ้าง เขาตอบผมว่าถ้าลงทุนแบบกำไรปีละ 10-20% มันจะทำให้เงินลงทุนของเขาโตช้า และไม่พอนำไปใช้จ่ายตามเป้าหมายที่เขาวางเอาไว้ มิสู้ลองลงทุนตามเซียนหุ้นที่รู้จักฝืมือดีกว่า เดี๋ยวเจ้ามือเขาก็ไล่ให้เข้าเป้าเอง ติดดอยแบบเดียวก็หลุด ผมจึงถึงบางอ้อว่าที่แท้แล้วผมผิดเองที่ไม่ได้อธิบายการลงทุนอย่างเป็นขั้นตอนไปตามที่ควร
ความจริงแล้วนักลงทุนหลายๆท่านยังมีทัศนคติต่อการลงทุนในตลาดหุ้นที่ไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่มักคิดแต่ว่าซื้อหุ้นตัวไหนแล้วจะได้กำไรเยอะๆ กำไรเร็วๆ หมุนหลายๆรอบ และเป็นเศรษฐีในช่วงข้ามปี คิดว่าตลาดหุ้นเป็นแหล่งทำเงินที่ได้มาเยอะๆ จากการซื้อหุ้นตามคำบอกถือรอเฉยๆไม่ต้องทำอะไรก็รวยได้ง่ายๆ
ในสายตาของผมบางครั้งตลาดหุ้นก็เหมือนโรงละครแห่งความฝันที่เฝ้าสะกดผู้คนที่อยู่ในตลาดในหลงไปกับความสำเร็จของคนจำนวนน้อยที่ถูกยกย่องให้เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักลงทุนหน้าใหม่ “จาก 1 ล้านเป็น 500 ล้าน” หรือ “จาก 10 ล้านเป็น 1000 ล้าน” คนเหล่านี้มีอยู่จริง แต่ก็ไม่ได้มีจำนวนมาก และที่น่าเสียดายก็คือนักลงทุนหน้าใหม่ไม่ได้พยายามไปศึกษาวิธีการลงทุนของพวกเขาเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง กลับคิดง่ายๆแค่ว่า “ถ้าเขาทำได้ เราก็น่าจะทำได้ จาก 1 ล้านเป็น 100 ล้านเองไม่น่าจะยาก คนอื่นเขาทำได้ตั้ง 500 ล้านแหนะ” แต่สิ่งที่โรงละครนี้ไม่ได้ค่อยบอกต่อสาธารณะชน ก็คือความล้มเหลวของนักลงทุนที่เหลืออยู่ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มีโอกาสออกสื่อเป็นที่ยกย่องเชิดชู จึงอาจไม่รู้ความโหดร้ายของตลาดหุ้นดีพอ คนที่เก็งกำไรในตลาดอนุพันธ์ที่หมดตัวไปก็มีเยอะแยะ
ผมอยู่ในตลาดหุ้นมาเกิน 1 รอบแล้วเห็นผู้คนประสบความสำเร็จด้วยวิธีการที่หลากหลาย แต่ทุกคนที่ผมรู้จักล้วนทุ่มเทให้กับการลงทุน ศึกษาหาความรู้ วิเคราะห์ข้อมูล ฝึกฝนแนวทางการลงทุนของตนจนช่ำชอง อดทนและเรียนรู้ต่อความล้มเหลว มองจากภายนอกวันๆพวกเขาไม่เห็นจะทำอะไร อ่านหนังสือพิมพ์ ดูกราฟ ไปเที่ยวชมโรงงานบ้าง สบายจะตาย ไม่เห็นต้องทำงานหนักๆ เครียดๆ เหมือนงานบริษัทหรือธุรกิจของตัวเองเลย แต่สิ่งที่เราไม่เห็นคือในทุกสิ่งที่พวกเขาทำเหล่านั้นล้วนแต่เชื่อมโยง และเกี่ยวข้องกับการคิด การวิเคราะห์ การตัดสินใจลงทุนแทบทั้งสิ้น
กินก็คิดถึงเรื่องลงทุนว่าอาหารนี้อร่อยดี ร้านไหนขาย อยู่ในตลาดหุ้นไหม
นอนก็คิดเรื่องลงทุน โรงแรมนี้ดี ราคาไม่แพง ลูกค้าเยอะ มีที่ดินขยายได้อีก
เดินก็คิดเรื่องลงทุน ถ้าว่าเห็นสินค้าไหนขายดี ใครเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ เทียบกับสินค้าบนหิ้งข้างๆแล้วเป็นยังไง
ได้ยินก็คิดถึงเรื่องลงทุน ได้ข่าวอะไรมาก็คิดตลอดว่าบริษัทใดได้ประโยชน์ บริษัทใดเสียประโยชน์
ดูกราฟก็จินตนาการอนาคต มองเปรียบเทียบอดีตอยู่ในใจโดยสัญชาติญาณ
ขนาดหายใจยังคิดเลยว่าอากาศบริเวณนี้ไม่ดี อึดอัด สงสัยโรงงานจะมีปัญหาเรื่องควบคุมมลภาวะ น่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในปีต่อๆไป
พวกเขามี Passion ในการลงทุนในทุกอย่างที่เขาทำไป ซึ่งแตกต่างกันมากกับนักลงทุนที่ล้มเหลวในตลาดหุ้นที่คิดง่ายๆว่าตลาดหุ้นเป็นแหล่งทำเงินโดยไม่ต้องออกแรง และไม่พยายามฝึกฝน ศึกษาหาความรู้ วิธีคิดวิเคราะห์ในแนวทางของตัวเอง เฝ้าแต่จะหาเซียนหุ้นให้โพย ลอกการบ้าน แล้วหวังว่าเซียนๆเหล่านั้นจะใจบุญสุนทาน แบ่งบันปันหุ้นเด็ด หรือบางครั้งช่วยดันหุ้นให้ตัวเองขายได้กำไรในที่สุด
สำหรับผมแล้วการลงทุนตลาดหุ้นเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ไม่มีวันสิ้นสุด และที่สำคัญไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ การก้าวไปอย่างช้าๆในช่วงแรกจะสร้างความมั่นคงในระยะยาวต่อชีวิตของนักลงทุน ความสำเร็จที่ได้มาโดยง่ายในช่วงแรกของการลงทุนจะยิ่งเป็นบาปมหันต์ของการลงทุนในช่วงต่อๆไป เพราะมันจะทำให้เราเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเราสูงจนเกินไป และเมื่อความล้มเหลวมาถึง มันก็สายจนเกินไปที่จะมาระลึกถึงความอ่อนด้อยของตนในขณะที่เราสูญเสียเงินลงทุนทั้งชีวิตของเราไปเกือบหมดแล้ว
จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
Indy Investor Forum
22 พ.ค. 2558
วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558
ความจริงของ Q.E. (ที่ต้องรู้)
ตลอดเวลากว่า 13 ปีที่ผมได้เรียนและทำงานในก
แต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้น
ก่อนอื่นต้องขออธิบายความหม
ในอีกด้านหนึ่ง FED ก็ทำการปรับลดดอกเบี้ยนโยบา
วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยวิ
ลองนึกย้อนไปสมัยที่เรามีวิ
ครั้งนั้นรัฐบาลไทยต้องบากห
ลองนึกกลับกันว่าถ้าวันนั้น
แล้วทำไมสหรัฐฯสามารถทำได้ นั่นก็เพราะเงินสกุลดอลลาร์
เท่ากับว่าตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ดำเนินนโยบาย Q.E. คนอเมริกันรวยขึ้นเมื่อเทีย
สำหรับผมแล้วการทำ Q.E. เป็นการ “ปล้น” ความมั่งคั่งของประชาชนทั่ว
ความจริงข้อนี้เป็นเรื่องนี
ในที่สุดแล้วประเทศต่างๆเหล
นอกจากนี้การพิมพ์เงินเยนออ
ฝั่งยุโรปเองเห็นความสำเร็จ
คนที่อยู่ในสถานะทีลำบากที่
ก็คงจะเหลือแต่ประเทศเล็กๆอ
ในฐานะที่ผมเองก็เป็นนักลงท
งานเขียนฉบับนี้เป็นการแสดง
Written by
Indy Investor Forum
14 ธันวาคม 2557
คำท้าทายจากชายชื่อ Buffet
ในวัย 83 ปี ลุง Warren Buffet เองก็เริ่มมองถึงยุคสมัยของ
หลังจากที่ Warren Buffet ได้บริจาคหุ้น Berkshire Hathaway ให้กับองค์กรการกุศลไปแล้ว คำแนะนำที่ Buffet ให้กับผู้ดูแลผลประโยชน์ของ
ที่แปลกมากๆก็คือคำแนะนำนี้
อาจเป็นไปได้ว่าลุงแกไม่เชื
สำหรับผมแล้วนี่เป็นเสมือนค
มีใครจะลองรับคำท้าทายของลุ
"My advice to the trustee couldn't be more simple: Put 10% of the cash in short-term government bonds and 90% in a very low-cost S & P 500 index fund. (I suggest Vanguard's.) I believe the trust's long-term results from this policy will be superior to those attained by most investors — whether pension funds, institutions or individuals — who employ high-fee managers."
"Both individuals and institutions will constantly be urged to be active by those who profit from giving advice or effecting transactions. The resulting frictional costs can be huge and, for investors in aggregate, devoid of benefit. So ignore the chatter, keep your costs minimal, and invest in stocks as you would in a farm."
ที่มา http://
งานเขียนฉบับนี้เป็นการแสดง
Written by
Indy Investor Forum
15 มีนาคม 2557
Anti-Corruption
สืบเนื่องจากรัฐบาลจะบรรจุพ.ร.บ.ลงทุนมูลค่า 2 ล้านล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวันที่ 19 กันยายนที่จะถึงนี้ ดูเหมือนหลายคนจะมีความกังวลเรื่องการคอร์รัปชั่นอยู่พอสมควรทำให้เกิดกระแส การต่อต้านพ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งก็ควรกังวลอยู่เพราะปัจจุบันการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นของข้าราชการและ นักการเมืองถูกจำกัดและผูกขาดอยู่แค่หน่วยงานตรวจสอบ องค์กรอิสระ และระบบรัฐสภาเท่านั้น ซึ่งหน่วยงานตรวจสอบของรัฐก็มักขาดแรงจูงใจให้จับทุจริต องค์กรอิสระก็มักจะถูกตั้งข้อสงสัยว่าโดนแทรกแซง การตรวจสอบตามระบบรัฐสภาก็ไร้น้ำยา เพราะถึงจะจับทุจริตได้ พอโหวตในสภารัฐบาล (ไม่ว่าพรรคไหนก็ตามที่เป็น) ก็สามารถใช้เสียงข้างมากโหวตจากผิดให้กลายเป็นถูกได้เสียอีก ภาคประชาชนมีส่วนร่วมกับการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นน้อยมากถึงแทบจะไม่มีเลย
ด้วย ความที่ผมเป็นคนที่ชอบทุนนิยมแบบสุดขั้วจะลองหลักทุนนิยมเสรีแบบง่ายๆ มาประยุกต์เพื่อจะช่วยลดการคอร์รัปชั่นลงได้อย่างมีนัยสำคัญดู วิธีก็ไม่ยากแค่แก้กฎหมายเรื่องเดียวเท่านั้น คือ….
เปิด โอกาสให้ประชาชนทั่วไป หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยสามารถมาฟ้องร้องข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือนักการเมืองในข้อหาคอร์รัปชั่นได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านองค์กรอิสระ หรืออัยการ ทั้งนี้ให้ถือว่าประชาชนทุกคน และนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยเป็นผู้เสียหายจากการคอร์รัปชั่นเนื่อง จากเป็นผู้เสียภาษีให้รัฐ โดยหากคดีฟ้องร้องถึงที่สุดแล้วมีความผิดจริงตามคำฟ้องให้จ่ายส่วนแบ่ง 30% ของทรัพย์สินที่อายัดได้จากผู้กระทำผิดให้กับผู้ที่ฟ้องร้องเอาผิด และให้ส่วนแบ่งที่ได้รับนี้ได้รับการยกเว้นภาษีทั้งจำนวนเพราะถือว่าไปตาม เอาเงินที่โดนโกงไปกลับมาให้รัฐได้ วิธีนี้จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นมากขึ้น เพราะมันคุ้มที่จะทำ
ลองนึกดูเล่นๆว่า ถ้ามีกลุ่มข้าราชการและนักการเมืองซัก 10-20 คน ร่วมกันคอร์รัปชั่นโครงการมูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยยักยอกไปได้ 30% ของมูลค่าโครงการก็ 30,000 ล้านบาท พอถูกฟ้องร้องไหวตัวทันยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินออกไปได้เหลือตามอายัดได้จริง ซัก 20% ของทรัพย์สินที่โกงมาก็ยังตก 6,000 ล้านบาท รัฐแบ่งกับผู้ฟ้องร้องในสัดส่วน 70:30 แปลว่ารัฐได้ไป 4,200 ล้านบาท ผู้ฟ้องร้องได้ไป 1,800 ล้านบาท โอ้แม่เจ้า!!! 1,800 ล้านบาทเชียวนะ เอาไปเที่ยวรอบโลกจนเหนื่อยตายยังเหลือเป็นมรดกให้ลูกหลานได้เลย
ผม เชื่อว่าหากมีกฎหมายข้อนี้เกิดขึ้นจริง จะมีสำนักงานกฎหมายเอกชนนับร้อยนับพันจัดตั้งขึ้นมาเพื่อตามจับโกงข้าราชการ และนักการเมืองกันทั้งวันทั้งคืนแบบไม่ต้องไปทำคดีอื่น เพราะถ้าเกิดฟลุ๊คจับเมกะโกงได้ครั้งเดียวก็เตรียมติดอันดับมหาเศรษฐีหน้า ใหม่ได้เลย นักการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนโกงการเลือกตั้งเข้าไปเป็นรัฐบาลเพื่อเข้า ไปโกงกินให้เสี่ยงติดคุก อยู่เป็นฝ่ายค้านไล่จับโกงก็รวยได้เหมือนกัน ประสิทธิภาพการตรวจสอบก็จะสูงขึ้นแบบพุ่งกระฉูด เพราะจริงๆแล้วหลักฐานการโกงมันมีอยู่ทุกหนทุกแห่งนั่นแหละ เพียงแต่มันไม่มีแรงจูงใจมากพอให้ผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสียลุกขึ้นมาแฉเท่า นั้น ถ้ามีส่วนแบ่ง 30% มาจูงใจ บางที่ข้าราชการน้ำดีที่ปัจจุบันต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นการโกงหรือถูก บังคับให้กินตามน้ำก็อาจลุกขึ้นมาแฉเจ้านายก็ได้เพราะมันคุ้มที่จะแฉ ผู้รับเหมาก็ไม่จำเป็นต้องไปจ่ายใต้โต๊ะให้ข้าราชการและนักการเมือง เพราะแค่เอาเบาะแสการทุจริตการประมูลของคู่แข่งไปยื่นฟ้องก็อาจได้ส่วนแบ่ง 30% แบบไม่ต้องลงทุน พนักงานของบริษัทรับเหมาที่รู้เบาะแสการทุจริตก็อาจแอบเอาหลักฐานไปให้ทนาย ฟ้องร้องบริษัทนายจ้างได้เหมือนกัน ถึงจะโดนไล่ออกก็คุ้มเพราะถ้าชนะขึ้นมาก็อาจมีทุนก้อนใหญ่ไปตั้งบริษัทของ ตัวเอง การทุจริตก็จะทำยากขึ้นจากปัจจุบันที่ล๊อบบี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง องค์กรอิสระ หรือฝ่ายตรวจสอบแค่ไม่กี่คนก็ทำสำเร็จและเอาตัวรอดได้ กลายเป็นต้องไปล๊อบบี้ใครบ้างก็ไม่รู้ที่จ้องจะฟ้องเอาส่วนแบ่ง และถึงรู้ก็ล๊อบบี้ได้ไม่หมด เพราะมันมีอยู่เยอะแยะเกลื่อนกลาด
และ เพื่อเพิ่มความมันส์ในเกมส์จับผิดนี้ ก็ควรเพิ่มโทษสำหรับการคอร์รัปชั่นนอกจากแค่อายัดทรัพย์สินที่โกงมาได้ และติดคุกตามคดีอาญา การติดคุกมันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์กับใครอยู่แล้ว เพราะต่อให้ข้าราชการหรือนักการเมืองจะติดคุกซักกี่ปีก็ไม่ได้ช่วยให้รัฐ หรือประชาชนได้อะไร ไม่สู้เพิ่มโทษอายัดทรัพย์เป็นสองเท่าของทรัพย์สินที่ทุจริตมาได้ เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งให้รัฐ และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้จับผิดมากขึ้น คนที่จะทุจริตก็ต้องคิดให้ดีๆ เพราะนอกจากจะมีคนจ้องจับผิดมากขึ้นแล้ว ถ้าเกิดซวยโดนจับได้ขึ้นมาโดนยึดทรัพย์เป็นสองเท่า มรดกเก่าที่หามาได้โดยสุจริตก็จะพลอยหายไปด้วย
เมื่อการโกง มันยากขึ้น ต้นทุนการโกงสูงขึ้น ความเสี่ยงจากการโกงสูงขึ้น คนจับโกงมีจำนวนมากขึ้นโดยสมัครใจ และตั้งหน้าตั้งตาจับโกงกันเป็นอาชีพ คนคิดจะโกงก็จะเริ่มลังเล การคอร์รัปชั่นมันก็จะลดลงไปโดยปริยาย
แต่ ก็น่าเสียดาย (อีกเช่นเคย) ที่ผมไม่คิดว่าชาตินี้นักการเมืองไทยจะโหวตให้กฎหมายข้อนี้ผ่านรัฐสภาออกมา ได้ เพราะคงไม่มีใครอยากออกร่างกฎหมายที่เอื้อให้มีคนมาจับโกงตัวเองมากขึ้น ทุจริตยากขึ้น เสียทรัพย์มากขึ้น แนวคิดนี้ก็คงเป็นได้แค่เอามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันขำๆตาม Social Network ตลอดไปนั่นแหละ ....เฮ้อ...
งานเขียนฉบับนี้เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนซึ่งอาศัยข้อ สังเกตและประสบการณ์ส่วนตัวในตลาดทุนเท่านั้น ไม่มีงานวิจัยใดๆสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวของผู้เขียน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน อนึ่ง ผู้เขียนแสดงทัศนะในบทความนี้ในเชิงส่วนตัวไม่ได้แสดงความเห็นแทนบริษัท คณะบุคคล มูลนิธิหรือองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น
Written by
Indy Investor Forum
10 ตุลาคม 2556
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





