วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556
ดราม่าตลาดหุ้น
เมื่อวันศุกร์ตลาดหุ้นลบไป 3.30% มาวันนี้บวกกลับไป 3.04% ตลาดหุ้นนี้จะว่าไปเปรียบได้กับละครดราม่า ที่มีนักแสดงทั้งพระเอก นางเอก ตัวโกง ตัวประกอบนับหมื่นนับแสนที่ผลัดเปลี่ยนกันมาแสดงบทของตัวเองในแต่ละวัน โดยที่ไม่รู้ว่าบทของตนในวันรุ่งขึ้นจะได้แสดงเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย
ถ้าเป็นคนที่เล่นหุ้นไม่เป็น ยืนอยู่นอกตลาดแล้วมองดูอารมณ์ของนักแสดงในตลาดหุ้นแต่ละคนก็คงจะนึกขำอยู่ในใจ เพื่อนของผมคนหนึ่ง (ขอสงวนไม่เอ่ยนาม) สถาปนาตนเองเป็นเซียนหุ้นหนึ่งในใต้หล้าเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมชักชวนเพื่อนๆเอาเงินกำไรจากหุ้นไปเที่ยวยุโรป พอเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเขาก็บอกกับผมว่า "ลาแล้วตลาดหุ้น พบกันใหม่ชาติหน้า" มาวันนี้เพื่อนคนเดียวกันนี้แหละบอกกับผมว่า "รีบซื้อหุ้นให้เต็มพอร์ต SET Index จะทำ New high ในอีกไม่กี่วัน" ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่อนผมคนนี้ซื้อหุ้นตั้งแต่วันศุกร์หรือวันนี้กันแน่
ผมก็ไม่รู้หรอกว่า SET Index จะทำ New high หรือไม่วันไหน เพื่อนผมอาจจะถูกก็ได้อาจจะผิดก็ได้ แต่มีปรมาจารย์ชั้นเซียนท่านหนึ่งที่ไม่เคยแสดงตัวในหน้าสื่อให้ใครสรรเสริญ เคยสอนผมสมัยเริ่มทำงานด้านการลงทุนใหม่ๆ ว่าจงเชื่อมั่นในหุ้นทุกตัวที่ลงทุนอยู่ และติดตามความเปลี่ยนแปลงของมันอยู่เสมอ มีเงินเพิ่มให้ก็ทยอยซื้อเข้าไป ระหว่างที่ถือก็ให้ศึกษาหาหุ้นที่น่าสนใจตัวใหม่ไปเรื่อยๆแบบไม่ต้องรีบร้อนอะไร เมื่อไรที่หุ้นที่เราถืออยู่มีแนวโน้มจะแย่ลง หรือมีหุ้นตัวอื่นที่เรามั่นใจมากกว่า ก็ขายหุ้นที่มีไปถือเงินสดหรือไปซื้อหุ้นใหม่ที่น่าสนใจกว่า ง่ายๆแค่นี้ ไม่ต้องสนใจดัชนี ไม่ต้องสนใจคนรอบข้างจะว่าอะไร ไม่ต้องสนใจโบรกเกอร์จะแนะนำให้เล่นหุ้นตัวไหน จงทำการบ้านให้หนัก และเชื่อมั่นในตัวเองเป็นพอ ดัชนีและคนรอบข้างเรานั่นแหละที่เป็นศัตรูที่สำคัญที่สุดของการลงทุน
ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเพื่อนผมที่เทรดหุ้นตามอารมณ์นี้ได้กำไรจากตลาดหุ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ผมยังคงติดตามการลงทุนปรมาจารย์ไอดอลของผมนี้ได้ตามรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนอยู่เสมอๆ ทั้งที่เขาก็มีจุดเริ่มต้นเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆคนนึงมาก่อน ผ่านวัฎจักรขาขึ้นและลงมาหลายวิกฤติ ทั้งต้มยำกุ้ง ซาร์ ซึนามิ แฮมเบอร์เกอร์ หนี้สเปน ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด น่าเสียดายที่เขาไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเนื่องจากเป็นคนสันโดษไม่ค่อยออกสื่อ ไม่ค่อยเข้าสังคม ขนาดเคยทำงานด้วยกันยังได้คุยกันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ซื้อหุ้นแต่ละตัวบริษัทต้องมาเชิญไปเป็นกรรมการในบอร์ด (เพราะซื้อเยอะ)
ใครที่เบื่อหน่ายกับการเทรดหุ้นไปวันๆ ซื้อขายตลาดอารมณ์ตลาด อารมณ์แปรปรวนมากๆเวลากำไรหรือขาดทุนหนักๆ อาจจะลองประยุกต์แนวทางลงทุนแบบเรื่อยๆเฉื่อยๆนี้ดูก็ได้ แม้มันอาจไม่ได้กำไรหรือหวาเป็นที่โจทย์จันทน์ของวงการนักเลงหุ้น แต่มันก็เป็นแนวทางการลงทุนที่ผมดูแล้วสบายๆที่สุด
ดัชนีและคนรอบข้างในตลาดหุ้นคือศัตรูตัวฉกาจที่จะทำให้เราเบี่ยงเบนความสนใจจากการลงทุนในหุ้น ไปเป็นการ "เล่น" หุ้นได้ง่ายๆ
ลองนึกดูว่าเราลงทุนในหุ้นเพราะต้องการอะไร ชนะดัชนี รวยกว่าเพื่อนๆ หรือว่ากำไรกันแน่ (^ ^)
วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ทุนนิยมกับโลกาภิวัฒน์
เรื่องนี้คงคล้ายๆ กับระบบทุนนิยม VS ระบบสังคมนิยม สะท้อนให้เห็นความเป็นไปของโลกได้เป็นอย่างดี
"อ. เศรษฐศาสตร์เถียงเรื่องนโยบายของรัฐ (ในที่นี้คือ Democrat)
ไม่มีทางเป็นไปได้ ที่จะทำให้คนทั้งหมดในประเทศเท่ากัน
ไม่มีคนจนและไม่มีคนรวยเลย ทุกคนเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
และมันคงจะเป็นดินแดนในฝันแน่ ๆ
อ. บอกว่าไม่มีทาง แต่ถ้าอยากจะลองดูก็ได้นะ
เริ่มจากในห้องนี้ก่อนเป็นอย่างไร เราจะมาทดลองระบบนี้กัน
เกรดทุกคนในห้องนี้จะเป็นค่าเฉลี่ย และทุกคนจะได้เท่ากันหมด
ไม่มีคนตก และไม่มีใครได้สูงกว่าใคร ดีไหม
หลังการสอบครั้งแรก ค่าเฉลี่ยของเกรด คือ B
นักเรียนหลาย ๆ คนในห้องเริ่มพอใจ ส่วนนักเรียนที่เรียนดี
รู้สึกไม่พอใจ เพราะพยายามแทบตายได้แค่ B
ดังนั้นในการสอบครั้งต่อมา คนที่ไม่เรียน ไม่ขยันก็ไม่ตั้งใจเหมือนเดิม
คนที่ขยันบ้างก็ เลิกขยัน หรือขยันน้อยลง เพราะรู้สึกสบาย ๆ ขึ้น
ส่วนพวกขยันมาก ก็แทบจะเลิกขยันไปเลย
ผลการสอบครั้งต่อมา ทั้งห้องได้ D ..... ทุกคนเริ่มไม่พอใจ
ผลการสอบครั้งที่ 3 ทั้งห้องได้ F .... ทุกคนเริ่มโทษกันเอง ...
อ. จึงบอกว่า คุณค่าของความพยายามมันจะมีค่าเมื่อผลที่ได้รับมันคุ้มค่า ใครเล่าจะพยายามเมื่อผลลัพท์มันได้เท่าไม่พยายาม"
ระบบทุนนิยมให้รางวัลกับคนที่มีความพยายามเพื่อผลักดันโลกไปข้างหน้า และลงโทษคนที่ไม่พยายามเพื่อให้เขาเหล่านั้นได้ปรับปรุงตัวเสียใหม่ โลกมันจึงก้าวไปข้างหน้า
ระบบสังคมนิยมไม่ได้ให้อะไรนอกจาก ให้ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ได้ให้รางวัลคนทำดีและไม่ได้ลงโทษคนที่ทำไม่ดี โลกจึงอยู่กับที่รอวันถอยหลัง
กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าระบบหลังล้มหายตายจาก แม้กระทั่งประเทศที่เป็นผู้ริเริ่มยังต้องละทิ้งมันไปสู่ทุนนิยม
ระบบทุนนิยมเองก็มีจุดอ่อนตรงที่ความแตกต่างกันของชนชั้นนำกับชนชั้นล่างจะ ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจแก้ด้วยการเก็บภาษีคนรวยให้หนัก เพื่อเอามาพัฒนาศักยภาพของชนชั้นล่างเพื่อให้วันหนึ่งพวกเขาสามารถผลักดัน ตัวเองขึ้นมาเป็นชนชั้นนำได้ ซึ่งสามารถทำได้โดยการให้การศึกษา การพัฒนาอาชีพ การให้โอกาสทำกิน และการจัดหาแหล่งเงินทุนครับ ไม่ใช่สนับสนุนการก่อหนี้เพื่อการบริโภคที่เกินตัว หรือแจกเงินทองให้พวกเขาใช้ไปวันๆ แต่ยังคงสถานะให้เป็นชนชั้นล่างเหมือนเดิม
โลกจึงจะยังเดินอยู่ต่อได้อย่างที่มันเป็นอยู่
ป.ล. ผมว่าตามหลักทุนนิยมทั่วๆไป ไม่เกี่ยวกับการเมืองไทยนะครับ :)
วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
บททดสอบแห่งศรัทธา
ตั้งแต่ต้นปีมาตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นไม่เยอะนัก แต่ถ้าไปลองดูหุ้นรายตัวปรากฎว่าพุ่งกระฉูด Ceiling มีให้เห็นกันได้ทุกวัน บางตัวก็ Ceiling มันติดๆกันหลายวัน มันคงเป็นเรื่องปกติที่จะทำให้เซียนหุ้นไขว้เขวไปกับแนวทางที่ตนเองยึดมั่น
นักลงทุนที่ประกาศตัวเป็น Value Investor หรือ VI ก็อาจชักจะอยากขายหุ้น Value ของตัวเองที่อืดเหลือเกิน ไปไล่หุ้นที่กำลังแรงมั่ง มองซ้ายมองขวาเห็นเพื่อนๆไล่หุ้นร้อนกันรวยเละเทะ แล้วจะช้าอยู่ไยขายหุ้น VI มันให้หมดเลยดีกว่า แปลงสภาพจาก VI เป็น ไวไว ในบัดดล
ส่วน ขาลุยเล่นตามเทคนิคก็กำลังใจฮึกเหิม เทรดหุ้นกำไรเยอะชักอยากเล่นมาจิ้น เล่นด้วยเงินตัวเองมันรวยช้า อย่ากระนั้นเลยเทรด Futures มันเลยดีกว่าจะได้รวยเร็วๆ โบราณว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก
ในตลาด ตะลุมบอนอย่างปัจจุบัน มันเป็นการยากถึงยากมากที่จะรักษาศรัทธาในแนวทางลงทุนของตนเองให้คงมั่นได้ เมื่อตลาดเปลี่ยนตัวเราก็เปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นปรัญญา วิธีการลงทุน ความเสี่ยงที่ตนอยากจะเข้ารับ
แต่เชื่อผมเถอะว่านักลงทุนแต่ ละคนมีแนวทางการลงทุนในเหมาะสมกับตัวเองแค่แนวทางเดียวเท่านั้น หากเราเคยประสบความสำเร็จกับแนวทางไหน ก็ควรยึดมั่นกับแนวทางนั้นๆ ไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร
ตลาดหุ้นแต่ละช่วงเวลาก็ให้รางวัล กับการลงทุนในแต่ละแนวทางไม่เท่ากัน บางปีหุ้น Value ก็ดีกว่า บางปีหุ้น Growth ก็ดีกว่า บางปีหุ้นปั่นก็ดีกว่า ถ้าเรายึดมั่นในแนวทางที่เราทำได้ดี เราก็จะมีปีที่ดีบ้างแย่บ้าง แต่ในระยะยาวแล้วการทำในสิ่งที่เราถนัดจะให้ผลได้ดีกว่าพยายามตามกระแสฝืนไป ทำสิ่งอยู่นอกขอบเขตความชำนาญของตัวเองอย่างแน่นอน
นักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักเป็นการทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น Warrent Buffet, George Soros, Phillip Fisher, Sir John Templeton หรือ Benjamin Graham ก็เพราะพวกเขายึดมั่นในแนวทางที่ตัวเองถนัด แม้ว่าจะมีปีที่พวกเขาทำได้แย่แต่เขาก็ไม่เปลี่ยนแนวทางจนกระทั่งกลายเป็น ตำนานกันไปหมด
มีนักลงทุนน้อยคนมากที่จะประสบความสำเร็จจาก การเปลี่ยนแนวทางการลงทุนจากแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่งได้อย่างถูกต้องเหมาะ เจาะกับตลาดในช่วงนั้นๆได้ตลอดเวลา เพราะลักษณะนิสัยของคนเรามันเปลี่ยนกันยาก ถ้ามีนักลงทุนอย่างที่ว่าอยู่จริงก็คงจะประสบความสำเร็จเหนือไปกว่ารายชื่อ ที่กล่าวมาข้างต้นอีก จากประสบการณ์ของผมมักจะเห็นประเภทว่าเปลี่ยนจากผิดแนวนี้ไปผิดแนวโน้นซะ มากกว่า
ผมย้ำเสมอว่าสิ่งแรกที่ต้องพิจารณาก่อนเริ่มลงทุนคือ ต้องหาตัวเองให้เจอเสียก่อน ลองทบทวนตัวเองดูครับว่าตัวตนที่แท้จริงของเราเป็นอย่างไรกันแน่
คุณค่าของเงินล้าน
เมื่อหลายวันก่อน ผมได้ยินคำถามจากนักลงทุนท่ านหนึ่งใน Facebook ว่าตลาดหุ้นขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนได้กำไรแล้วใครขาดทุน มีหลายคนแสดงความเห็นในหลาย แง่มุม บ้างก็ว่าเจ้ามือขาดทุน กองทุนขาดทุน เจ้าของขาดทุน และที่เด็ดสุดๆคือคำตอบที่ว ่าไม่มีใครขาดทุนทุกคนได้กำ ไร ไม่เป็นไรครับเพราะหุ้นมันข ึ้นต่อเนื่องมาสามเดือนติด คิดอย่างไรคงไม่สำคัญนัก
มาวันนี้ตลาดหุ้นตก 17 จุด แบบตั้งตัวไม่ทัน ผมขอตั้งคำถามกลับว่าวันนี้ใครขาดทุน หลายๆคนมองพอร์ตตัวเองแล้วค งจะรู้สึกว่าเรารวยลดลง หรือถ้าโชคร้ายหน่อยก็ขาดทุ น แต่ไม่เป็นเพราะยังไม่ขายถื อว่ายังไม่ขาดทุน 555+ (ว่าเข้าไปนั้น)
เช่นนั้นแล้วกำไรและขาดทุนแ ท้จริงเป็นเช่นไร?
ตลาดหุ้นอยู่ในขาขึ้นคนมีหุ ้นได้กำไร คนไม่มีหุ้นขาดทุนเพราะเสีย โอกาสได้กำไร
ตลาดหุ้นอยุ่ในขาลงคนไม่มีห ุ้นได้กำไรจากโอกาสที่จะซื้ อหุ้นได้ที่ราคาที่ถูกลง ส่วนคนที่ถือหุ้นอยู่ขาดทุน
ในระยะยาวแล้วการไม่ลงทุนเล ยก็เป็นต้นทุนชีวิตเช่นกัน เพราะค่าของเงินมันไม่ได้อย ู่ที่ตัวเลขเงินที่คุณมี แต่มันอยู่ที่ตัวเลขเงินที่ คุณมีเมื่อเทียบกับเงินที่ค นอื่นมีต่างหาก
พ่อผมเล่าให้ฟังว่าเมื่อ 60 ปีก่อนก๋วยเตี๋ยวชามละไม่ถึ งบาท มีเงิน 10 บาทเที่ยวรอบกรุงเทพได้ ถ้ามีเงินล้านเรียกมหาเศรษฐ ี มีสิบล้านเรียกอภิมหาเศรษฐี
หกสิบปีผ่านไป ผมรู้สึกว่าคนมีเงินล้านมัน ช่างธรรมดาเหลือเกิน มีสิบล้านก็แค่พอมีอันจะกิน เท่านั้น สมัยนี้เศรษฐีเขาเริ่มคุยกั นที่ 100 ล้านบาท
นั่นเพราะว่าระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา ผู้คนต่างก็ทำมาค้าขาย ประกอบกิจการ อาชีพต่างๆ และสะสมเงินของพวกเขาเรื่อย มา ถ้ามหาเศรษฐีที่กลัวความเสี ่ยงในสมัยนั้น เอาเงินไปฝังตุ่ม ก็ต้องบอกว่าพวกเขาจนลงไปมา ก เพราะในสมัยนี้เงินล้านของเ ขาซื้อบ้านอยู่ซักหลังยังแท บไม่ได้
นี่ขนาดเมื่อหกสิบปีก่อนยัง ไม่มีตลาดหุ้นนะครับ เงิน 1 ล้านบาทยังมีค่าลดลงขนาดนั้ น แล้วลองนึกภาพดูว่าปัจจุบัน มีเซียนหุ้นบังเกิดขึ้นมากม าย พวกเขารวยขึ้นพร้อมๆกัน 3-4 เท่าในเวลาแค่ 3-4 ปี ถ้าคุณยังหลีกเลี่ยงการลงทุ น เอาเงินไปฝากธนาคาร เวลาอีก 20-30 ปีข้างหน้า คุณคิดว่าเงิน 1 ล้านบาทของคุณจะมีค่าแค่ไหน กัน (เชียว)
ถ้าคุณไม่เริ่มลงทุนซะที แม้ว่าคุณจะไม่ขาดทุนในรูปต ัวเงิน แต่คุณกำลังขาดทุนในแง่ความ มั่งคั่งในอนาคตของคุณอย่าง แน่นอน ถ้าคุณลงทุนแม้ว่าจะขาดทุนบ ้างในบางปี แต่มันจะทำให้คุณมีโอกาสที่ จะรักษามูลค่าของเงินในกระเ ป๋าของคุณได้บ้าง และความจริงการลงทุนก็ไม่จำ เป็นต้องเล่นหุ้นเท่านั้น คุณจะทำธุรกิจอะไรก็ได้ที่ห วังว่าจะได้ผลกำไรมากกว่าดอ กเบี้ยแล้วกัน คุณถนัดอะไรก็ทำอย่างนั้นแห ละ
เริ่มเรียนรู้ที่จะลงทุนกัน เถอะครับ
มาวันนี้ตลาดหุ้นตก 17 จุด แบบตั้งตัวไม่ทัน ผมขอตั้งคำถามกลับว่าวันนี้ใครขาดทุน หลายๆคนมองพอร์ตตัวเองแล้วค
เช่นนั้นแล้วกำไรและขาดทุนแ
ตลาดหุ้นอยู่ในขาขึ้นคนมีหุ
ตลาดหุ้นอยุ่ในขาลงคนไม่มีห
ในระยะยาวแล้วการไม่ลงทุนเล
พ่อผมเล่าให้ฟังว่าเมื่อ 60 ปีก่อนก๋วยเตี๋ยวชามละไม่ถึ
หกสิบปีผ่านไป ผมรู้สึกว่าคนมีเงินล้านมัน
นั่นเพราะว่าระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา ผู้คนต่างก็ทำมาค้าขาย ประกอบกิจการ อาชีพต่างๆ และสะสมเงินของพวกเขาเรื่อย
นี่ขนาดเมื่อหกสิบปีก่อนยัง
ถ้าคุณไม่เริ่มลงทุนซะที แม้ว่าคุณจะไม่ขาดทุนในรูปต
เริ่มเรียนรู้ที่จะลงทุนกัน
ฤ สูงสุด จะคืนสู่สามัญ?
วัฎจักรเทคโนโลยีผ่านมาแล้ว
วันนี้ราคาหุ้น Apple ไหลรวดเดียว 10% ลงจากจุดสูงสุด $700 เหลือ $460 ในเวลาแค่ 5 เดือน นักวิเคราะห์ใน Wallstreet มีคำอธิบายมากมายว่าทำไมราค
สำหรับผมแล้วนี่ไม่ใช่ครั้ง
สำหรับผมผู้ซึ่งโบราณมาเวลา
หุ้นตามโพยนั้น สำคัญไฉน?
พักหลังผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย
ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นเป็นข
เมื่อทุกคนฟังแล้วชื้อทันที
ลองหยุดซักนิด ย้อนกลับมาคิดซักหน่อยว่าเร
ถ้ามองโลกในแง่ดี เซียนเขาจิตใจดีปานเทพ วิเคราะห์พื้นฐาน เทคนิค โหราศาสตร์แล้วก็มาบอกนักลง
ถ้ามองแบบกลางๆ เซียนเขามีน้ำใจซื้อแล้วบอก
ถ้ามองโลกในแง่ร้าย เซียนเขาเก็บของครบแล้ว ไล่ราคาแล้ว บอกรายย่อยมาช่วยกันรับเยอะ
แต่ไม่ว่าจะมองโลกในแง่ไหน ผมแน่ใจ 100% ว่าเซียนที่บอกโพยคุณเขาซื้
ผมก็ไม่รู้ว่าตลาดหุ้นจะเป็
Social Media ในปัจจุบันมันมีหลากหลายและ
"ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าช้างค้า" ประโยคเด็ดสมัยพ่อขุนรามคำแ
คำแนะนำเป็นของเขา การตัดสินใจและเงินเป็นของท
วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ตรรกะแบบบัญญัติไตรยางศ์
ในยุคสมัยที่การลงทุนในหุ้นไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลมากนักก็สามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ง่ายๆ
เช่นตลาดขาขึ้นในปัจจุบัน ก็คงเป็นธรรมชาติที่นักลงทุนจะเริ่มผ่อนคลายความระมัดระวังในการลงทุนลง
เพราะจับหุ้นตัวไหน ขายเมื่อไรก็ได้กำไรหมดหากระมัดระวังมากเกินไปอาจไม่ทันการณ์ไล่หุ้นกันไม่ทันไปซะอีก
ผมเริ่มสังเกตเห็นความหย่อนยานในความคิดเชิงวิเคราะห์ของนักลงทุนบางท่าน
หนึ่งในนั้นคือการใช้แนวคิดเชิงวิเคราะห์ที่ใช้หลักการง่ายๆ ที่เรียกกันว่า บัญญัติไตรยางศ์ในการประเมินอนาคตของกิจการ (Linear projection)
ยกตัวอย่างเช่น หากมีบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่งประกาศขยายกำลังการผลิตอีก
100% นักลงทุนบางส่วนจะคิดง่ายๆว่า ถ้าขยายกำลังการผลิตเท่าตัว รายได้ของบริษัทก็ต้องเพิ่มขึ้นเท่าตัวทันทีที่การขยายกำลังการผลิตเสร็จสิ้น
กำไรขั้นต้นของบริษัทก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารก็คงเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น
ถ้ากู้เงินมาลงทุนเพิ่มก็ต้องมีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกนิด เสียภาษีเพิ่มอีกหน่อย
แต่สุดท้ายแล้วกำไรต่อหุ้นก็จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเท่าตัว เพราะผลจากการเพิ่มของยอดขาย
และ Leverage effect จากการกู้เงิน พอปีต่อๆไปก็ขยายกำลังการผลิตได้อีก แหม่...อนาคตธุรกิจนี้ช่างสวยหรูจะช้าอยู่ไย รีบซื้อหุ้นเลยดีกว่า
ชีวิตมันง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ? นักลงทุนท่านนั้นมองข้ามอะไรไปหรือเปล่า
ความจริงแล้วสิ่งที่ผมกล่าวไปข้างต้นนั้นเป็นกรณีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของการขยายกิจการ
ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์จุลภาคก็ได้เคยระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่ากำไรสุทธิทุกบาทที่เพิ่มขึ้นนั้นมันจะยิ่งยากขึ้นไปเรื่อยๆ
ยิ่งกำไรปีก่อนเคยเติบโตมากเท่าไรกำไรปีต่อๆไปก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ทุกคนรู้ดี แต่ทุกก็อาจมองข้ามมันไป
การขยายกำลังการผลิตไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะสามารถผลิตได้เต็มที่ตั้งแต่วันแรกที่การขยายเสร็จสิ้น
การผลิตในช่วงแรกจะประสบกับปัญหามากมาย เช่น เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ไม่เข้าที่เข้าทาง
คนงานขาดประสบการณ์ การบริหารจัดการยังสับสน
กว่าที่การผลิตจะได้เต็มประสิทธิภาพก็ต้องกินเวลาพอสมควร ส่วนมากประมาณ 3-6 เดือนนับจากวันเริ่มเดินเครื่องจักร
การขยายกำลังการผลิตจึงจะเสร็จสมบูรณ์
ยอดขายจะไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เท่าตัว ถ้าสินค้าที่ผลิตออกมาเพิ่มไม่มีผู้ซื้อมัน
การขยายกำลังการผลิตไม่ได้หมายความว่าผู้ซื้อสินค้าจะต้องอยากซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นหากบริษัทคู่แข่งก็คิดเหมือนกันขยายกำลังการผลิตเหมือนกัน
ก็อาจทำให้สินค้าล้นตลาดได้และทำให้สินค้าที่บริษัทผลิตมาเพิ่มขายไม่หมดได้
ต้นทุนการผลิตก็จะมีแนวโน้มสูงขึ้นในอัตราเร่ง
ยิ่งผลิตมากขึ้นความต้องการวัตถุดิบ แรงงานก็จะยิ่งสูงขึ้น
คู่แข่งและแรงงานก็จะมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น
ทำให้กำไรขั้นต้นก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ากว่ายอดขาย ถ้าบริษัทคู่แข่งเองก็คิดเหมือนกันกำไรขั้นต้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นช้าลงไปอีก
พอผลิตสินค้ามากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารก็จะยิ่งสูงขึ้นในอัตราที่มากขึ้น
เพราะบริษัทต้องเสนอโปรโมชั่นเพื่อจูงใจผู้ซื้อ เลือกซื้อของที่บริษัทผลิตมามากขึ้น
ดารา นักร้อง นักแสดงก็ดูจะเริ่มมีความจำเป็นในการจัดหามาเพื่อช่วยในการขายสินค้า
ครั้นไปดูด้านการจัดหาเงินทุนก็จะยิ่งยากขึ้น ไม่มีสถาบันการเงินไหนหรอกที่อยากจะเพิ่มวงเงินให้กับบริษัทที่มี
D/E ratio สูงขึ้นทุกปีๆ หรือถ้ามีดอกเบี้ยก็จะต้องสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น
บริษัทอาจถูกบังคับให้เพิ่มทุนในที่สุดหาก D/E ratio พุ่งขึ้นสูงจนเจ้าหนี้เริ่มกังวล
สุดท้ายแล้วมันยากเอามากๆที่การขยายกำลังการผลิตเท่าตัวจะทำให้กำไรต่อหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเท่าตัว
นักลงทุนท่านนั้นได้คิดถึงประเด็นต่างๆเหล่านี้หรือไม่?
ความจริงแล้วการวิเคราะห์อนาคตของการขยายธุรกิจต้องวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนทั้งในระดับของบริษัทเอง
และระดับอุตสาหกรรม คำถามเหล่านี้ควรจะโผล่ขึ้นมาในความคิดของนักลงทุนในขณะที่วิเคราะห์
- การขยายกำลังการผลิตเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ Test Run นานแค่ไหน ของเสียจากการผลิตจะคิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของสินค้าทั้งหมด
- กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะทำให้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมรวมเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร
- ความต้องการของผู้ซื้อโดยรวมเพิ่มขึ้นมากเพียงพอที่จะรองรับการผลิตที่เพิ่มขึ้นโดยรวมของอุตสาหกรรมหรือไม่
- วัถตุดิบและแรงงานมีมากเพียงพอที่จะให้บริษัทจัดหามาด้วยต้นทุนเดิมไหม
- ต้นทุนการจัดทำโปรโมชั่น แคมเปญ โฆษณาต่างๆของทั้งประเทศมีการปรับตัวขึ้นเท่าไร เพราะสื่อต่างๆไม่ได้มีลูกค้าแค่กลุ่มธุรกิจเดียว เขาอาจเลือกจัดสรรให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นก็ได้ถ้าได้เงินดีกว่า
- สถาบันการเงินต่างๆมีความผ่อนคลายนโยบายการให้สินเชื่อมาน้อยแค่ไหน ช่องทางอื่นๆในการระดมทุน เช่น การออกหุ้นกู้ หุ้นเพิ่มทุน วอร์แรนต์ นั้นเอื้อประโยชน์แก่การระดมทุนมากน้อยเพียงใด
- อัตราภาษีมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อบริษัทขยายไปยังธุรกิจใหม่ๆที่ไม่เคยทำมาก่อน
การวิเคราะห์การลงทุนแบบหยาบๆนั้นอาจสามารถทำกำไรให้แก่นักลงทุนได้ในช่วงตลาดขาขึ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้ามรายละเอียดปลีกย่อย
และไล่ซื้อหุ้นที่กำลังอยู่ในกระแส
แต่การจะอยู่รอดในตลาดหุ้นในระยะยาวที่ต้องผ่านวัฎจักรขาขึ้นและลงหลายๆรอบนั้นจำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์การลงทุนอย่างละเอียด
เพื่อให้สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของวัฎจักรเศรษฐกิจและการลงทุนได้แม่นยำและรวดเร็วกว่านักลงทุนทั่วๆไป
“ตลาดขึ้นมาเซียนก็ปรากฏ พอตลาดหดเซียนก็หมดไป”
เป็นคำกล่าวที่เหน็บแนมและเตือนสตินักลงทุนได้ดียิ่ง
เซียนหุ้นที่แท้จริงจะต้องอยู่รอดได้ในหลายวัฎจักร และที่สำคัญเซียนหุ้นจริงๆนี่มีอยู่ไม่มากหรอกครับ
เวลาผ่านไป 5ปี 10 ปี เวลาจะให้คำตอบเราเองว่าใครบ้างที่นับได้ว่าเป็นเซียนตัวจริง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






